ให้หลิวหยุนซานเริ่มกังวล เขามองไปที่สือเซียว ซึ่งอีกฝ่ายก็คล้ายจะทราบถึงกฎนี้ดี จึงกล่าวอย่างเสียดายว่า “ไม่เป็นไร ยังไงเขาก็หนีไปไหนไม่พ้น!”
หลิวหยุนซานที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงได้แต่ขู่ทิ้งท้าย “เหอะ เจ้ารอก่อนเถอะ!”
หลังจากนั้น หลิวหยุนซานก็รีบพาสือเซียวกลับไปที่โต๊ะ แล้วสั่งอาหารอร่อย ๆ มามากมาย ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงสอพลอยกย่องศิษย์พี่ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม “พี่ใหญ่สือ มื้อนี้เชิญท่าน!”
”อืม” สือเซียวพยักหน้า
ทางด้านปิงหลิวหลี นางใช้โอกาสนี้กลับมานั่งลงข้างลู่เฉิน นางมองไปยังผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า “จริงหรือที่เจ้าขโมยเคล็ดวิชาของพวกเขามา?”
“แล้วเจ้าคิดว่ามันเป็นไปได้งั้นหรือ?” ลู่เฉินจ้องไปที่นาง
การแสดงออกนี้ทำให้ปิงหลิวหลีหวาดกลัวขึ้นมา “เอาล่ะ ข้าว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย”
“แล้วที่ข้าบอกให้ไปถาม เจ้าได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
ปิงหลิวหลีตอบอย่างอับอายว่า “เรื่องนั้นยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย!”
”งั้นก็เร็วเข้านะ!”
ปิงหลิวหลีได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นอย่างหดหู่ และกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ท่านบรรพชนต้องเห็นว่านามของเจ้าคล้ายกับชื่อของจอมมารในตำนานนั่น!”
“จอมมาร?”
ปิงหลิวหลีเล่าอย่างเกียจคร้านว่า “เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว บรรพชนของเรามีสหายสนิทอยู่คนหนึ่งนามว่า ลู่เฉิน เขาคนนี้นับได้ว่าเก่งกาจเลิศล้ำเป็นอันดับหนึ่งของมหาทวีปจิ่วโหยว ทั้งยังโหดเหี้ยมยิ่งนัก ฆ่