มาตามตรงว่า “เพราะหลังจากนี้ ข้าจะไปที่หุบเขาเมฆาอสูรเพื่อฝึกฝนเสียหน่อย!”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าลู่เฉินกำลังจะไปยังหุบเขาเมฆาอสูร พวกเขาต่างก็มองหน้ากันด้วยความตระหนก
ฉินหลินกังวลขึ้นมาทันที “แต่เจ้าไม่มีรากวิญญาณ และแม้เจ้าจะอยู่ในขั้นกลั่นลมปราณระดับห้ากับมีกระบี่เล่มนั้น แต่เมื่อเจ้าอยู่ห่างจากสำนักเรา เจ้าจะไม่สามารถยืมพลังจากค่ายกลของเราได้!”
แม้จะได้ยินเช่นนั้น ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องกังวล แค่ขั้นกลั่นลมปราณระดับห้าก็เพียงพอแล้ว”
หลังจากนั้นลู่เฉินก็ออกเดินทางทันที โดยมีฉินหลินตามไปส่ง
ดวงตาของผู้อาวุโสเฮยพลันเกิดประกายแสงวาบผ่าน ในขณะที่ศิษย์ทั้งหลายต่างพากันพึมพำ “นี่เขากำลังจะไปตายงั้นหรือ?”
“เขาคิดว่าตนเองแข็งแกร่งมากนักหรือไร?!”
“ทว่าการออกจากสำนักเช่นนี้ จะทำให้ดึงพลังจากค่ายกลของสำนักเราไม่ได้นะ เขารู้เรื่องนี้หรือไม่?!”
”ใครจะรู้!”
หลังจากที่ลู่เฉินลงจากภูเขาเก้าสุขสงบ เขาก็บอกลาฉินหลินและเดินไปตามทาง
หลังจากนั้นไม่นานนัก ชายหนุ่มก็หยุดฝีเท้า และพูดกับคนด้านหลังว่า “ออกมา!”
หญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
นางสวมชุดสีดำ สวมหน้ากากปกปิดจนเหลือเพียงดวงตา
นากจากนี้ นางยังสวมสร้อยคอสีดำพร้อมลูกปัดหลายเม็ดที่ถูกเรียงร้อยอย่างดี และเป็นเพราะลูกปัดนี้เองที่ทำให้ไม่มีใครมองเห็นขั้นพลังที่แท้จริงของนางได้!
“เหตุใดเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่และสง่างามจึงแต่งกายเช่นนี้?” ลู่เฉิ