าหนูคนนี้… ช่างบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน!”
ส่วนฉินหลิน เขาพลันแสดงความวิตกกังวลออกมา ในขณะที่ผู้เฒ่าเหยาขมวดคิ้วและพึมพำ “นี่เป็นแค่การคุยโวยั่วยุโทสะเท่านั้น คงไม่ลงไม้ลงมือกันจริง ๆ หรอก …ใช่หรือไม่?”
ทุกคนต่างคิดว่าชายหนุ่มกำลังคุยโว หากแต่ท่าทีของลู่เฉินกลับตรงกันข้าม เขาหลับตาลง ส่งจิตสำนึกเข้าไปในกระบี่เพื่อถามสวีปิง “เจ้าพร้อมหรือไม่?”
“ตราบใดที่ข้าไม่ได้อยู่ไกลจากภูเขาเก้าสุขสงบ ข้าย่อมสามารถหยิบยืมพลังจากค่ายกลภายในภูเขานี้ได้” สวีปิงตื่นเต้นยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ ‘ต่อสู้’ มานานแล้ว
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินพลันคลี่ยิ้ม “เอาล่ะ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้ดื่มเลือด!”
“ดี!” น้ำเสียงสวีปิงฉายชัดถึงความยินดี
ลู่เฉินลืมตา ก่อนจะขยับกระบี่ในมือ
อึดใจต่อมา ภาพอันน่าพรั่นพรึงก็บังเกิดขึ้นต่อหน้าทุกคน!
มันคือการก่อตัวอันยิ่งใหญ่ของพลังปราณที่ส่องแสงพราวระยับจากภายในสำนัก ทำให้ผู้คนจากสำนักเก้าสุขสงบต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ดูนั่น ค่ายกลมัน…!”
“ทำไมจู่ ๆ ค่ายกลถึงทำงาน?”
”เกิดอะไรขึ้น?”
“ต้องเป็นเพราะกระบี่สยบเก้าทิศแน่!”
“เป็นไปได้หรือไม่ ที่บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเราจะหยิบยืมพลังจากกระบี่?”
เมื่อหงซานได้ยินนามกระบี่สยบเก้าทิศ ผนวกกับภาพของค่ายกลที่เริ่มก่อตัวขึ้น ก็พลันสังหรณ์ใจถึงอันตราย!
แน่นอนว่าเมื่อลู่เฉินเหวี่ยงกระบี่สุดกำลัง ปราณกระบี่สีดำก็พุ่งทะยานออก มันพุ่งตัดผ่านส