บจะถือครองอันดับหนึ่ง และขึ้นเป็นผู้นำของแดนทักษิณา
หลังคิดได้เช่นนั้น ฉินหลินและผู้เฒ่าอ้วนจึงเริ่มโต้เถียงกับผู้อาวุโสเฮย ทว่าอีกฝ่ายเพียงแค่นำบันทึกลายลักษณ์อักษรของสำนักมาเปิดออก พร้อมกับอธิบายสิ่งที่เขียนอยู่ภายใน ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงสิ้นข้อโต้แย้ง
แต่ในเวลานี้เอง ไป๋อู่จินกลับกล่าวขึ้นว่า “การผงาดขึ้นมาเป็นสำนักอันดับหนึ่งของแดนทักษิณา หาใช่ที่จะทำได้ภายในชั่วข้ามคืน ดังนั้นตามกฎแล้ว ข้าคิดว่าเขาต้องเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน!”
หลังจากที่ฉินหลินได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสไป๋ เขาก็เห็นด้วยทันที “ใช่แล้ว สิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่พูดนั้นถูกต้อง!”
ผู้เฒ่าอ้วนเองก็เห็นด้วย “ใช่!”
ส่วนผู้อาวุโสเฮยกำลังกังวล “ท่าน…”
“ก็ดั่งเช่นที่เจ้าบอกไว้ก่อนหน้า การเรียกกระบี่ปราณได้เจ็ดเล่ม มันหมายถึงตำแหน่งเจ้าสำนัก …ไม่ใช่หรือไร?” ไป๋อู่จินกล่าว
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการบอกผู้อาวุโสเฮยว่า หากลู่เฉินจะขึ้นเป็นเจ้าสำนักก็ย่อมเป็นได้!
เมื่อผู้อาวุโสเฮยถึงกับตกใจ …หากลู่เฉินกลายเป็นผู้นำสำนักจริง ๆ ตัวเขาจะต้องเผชิญกับคราวเคราะห์เป็นแน่! ดังนั้นหลังจากคิดดูแล้ว จึงจำใจเอ่ยว่า “เช่นนั้น ก็ให้เขาเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วกัน!”
ตอนนั้นเองที่ไป๋อู่จินหันมองลู่เฉิน “แล้วเจ้าเล่า เจ้ามีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร?”
ลู่เฉินมาที่นี่เพื่อเอาวัตถุดิบบางอย่างเท่านั้น เขาไม่สนใจที่จะกลายเป็นผู้นำอันดับหนึ่งแห่งแดน