จ้าต้องเตรียมใจให้ดี!”
ขณะนั้นภายในห้องโถงได้มีผู้อาวุโสสามคนเดินเข้ามา คนหนึ่งเป็นชายรูปร่างสูงแต่งกายด้วยชุดขาว ผิวพรรณขาว แม้กระทั่งขนคิ้วก็ยังเป็นสีขาว เขาคือผู้อาวุโสใหญ่ของที่นี่… นามว่า ไป๋อู่จิน
ส่วนคนที่สอง คนผู้นี้รูปร่างผอมแห้ง ผิวกายดำคล้ำ แม้กระทั่งใบหน้าก็ยังเป็นสีเดียวกับผิวกาย เขาก็คือผู้อาวุโสรองของที่นี่ นามว่า เฮยเหย้า
ผู้อาวุโสทั้งสองคนนั่งอยู่ที่นั่น คนหนึ่งขาว คนหนึ่งดำ ดูแล้วช่างกลมกลืนแต่ก็ขัดตาพิกลนัก
ในขณะที่คนที่สามนั้นค่อนข้างอ้วนไปหน่อย และปากก็เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ราวกับว่าเขาเพิ่งกินหมูสามชั้นมาอย่างไรอย่างนั้น
ชายชราร่างอ้วนผู้นี้เป็นผู้อาวุโสคนที่สาม เขามีพุงขนาดใหญ่ที่สั่นไหวไปมาขณะเคลื่อนกายเข้าหาฉินหลิน ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มกระซิบถ้อยคำบางอย่างกับฉินหลิน “ข้าขอบอกเจ้าก่อนเลยว่าพี่รองเฮยนั้นโมโหมาก!”
“ข้ารู้” ฉินหลินเองก็ได้เตรียมใจไว้แล้ว
เมื่อเห็นว่าฉินหลินเข้าใจแล้ว ผู้เฒ่าอ้วนจึงกวาดสายตามองขึ้นลงเพื่อสำรวจลู่เฉิน ก่อนจะกล่าวด้วยความเสียดายว่า “ถ้ารากวิญญาณยังอยู่ เจ้าย่อมสามารถทดสอบได้ แต่เมื่อไม่มีรากวิญญาณแล้ว หากคิดจะเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์… เห็นทีตัวเจ้าคงลำบากกว่าเดิมไม่น้อย!”
ขณะนั้นผู้อาวุโสเฮยก็เปล่งเสียงอันเข้มงวดขึ้นมา “พวกเราสำนักเก้าสุขสงบ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ดังเช่นแต่ก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครหน้าไหนก็จะสามารถเข้าร่วมสำนักและกลายเป็นบุตรศักด