ๆ เจ้าต้องให้ข้าทำอย่างไรเจ้าถึงจะหายโกรธ? ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเป็นแบบนี้เลย”
เมื่ออู๋ชิงเหนียงได้ยินคำพูดของจ้าวฝู นางก็หันกลับมามองเขา เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและไม่สบายใจ โทสะในใจของนางก็มลายหายไปกว่าครึ่ง นางเข้าใจดีว่าจ้าวฝูมีความรู้สึกที่แท้จริงให้แก่นาง เพราะคงไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วที่จะสามารถทำให้จักรพรรดิฉินผู้เย่อหยิ่งและน่ากลัวยอมก้มหัวง้อได้ขนาดนี้
ถึงกระนั้น ใบหน้าของอู๋ชิงเหนียงยังคงแสร้งทำเป็นไม่พอใจ นางยกมือขึ้นทุบตีแผงอกของจ้าวฝูไปสองสามทีเพื่อระบายอารมณ์ จ้าวฝูหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรวบตัวนางเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมแขน
“ฝ่าบาท! ท่านกอดนางต่อหน้าหม่อมฉันเช่นนี้ ไม่คิดว่ามันไม่ถูกต้องไปหน่อยหรือเพคะ?” สตรีอีกคนที่จ้าวฝูพามาด้วยเลื่อนหมวกคลุมของนางออก จ้องมองภาพตรงหน้าพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชันประหนึ่งกำลังหึงหวง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ อู๋ชิงเหนียงก็หันไปมองด้วยความตกตะลึง และเมื่อเห็นใบหน้าของสตรีผู้นั้นชัด ๆ นางก็พบว่าคนผู้นี้คือผู้มอบมรดกสืบทอดให้แก่นาง และยังเป็นต้นตระกูลของตระกูลอู๋…“อู๋เจ๋อเทียน!” (พระนางบูเช็กเทียน)
“เกิดอะไรขึ้น? ในฐานะบรรพบุรุษของพวกนาง เหตุใดอู๋เจ๋อเทียนถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
จ้าวฝูอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ ให้อู๋ชิงเหนียงฟังอย่างกระชับ ซึ่งนั่นทำให้อู๋ชิงเหนียงเข้าใจแจ้ง และนี่คือเหตุผลที่จ้าวฝูพาอู๋เจ๋อเทียนมาด้วย เพราะอู๋เจ๋อเทียนในฐ