“แม้ในช่วงแรกแม่นางหลานซั่วจะยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ทำให้ไม่ได้ร่วมสนทนาหัวข้อต่างๆ กับพวกหลี่เยว่หานมากนัก
ทว่าทันทีที่หลี่เยว่หานสั่งให้คนยกไพ่นกกระจอกออกมา นางก็ราวกับกลายเป็นคนละคนไปในพริบตา
“กังแล้ว! กังแล้ว!”
“ข้าจ่อรอคิวอยู่ รีบส่งไพ่มาให้ข้ากินเสียดี ๆ !!”
“เดี๋ยวก่อน ๆ ตานี้ข้าจะน็อคแล้ว!”
“กังซ่างไคฮวา! ฮ่า ๆ ๆ ข้าน็อคอีกแล้ว!”
…
ฝีมือการเล่นไพ่นกกระจอกของหลานซั่วนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก ดูปราดเดียวก็รู้ว่ายามปกติคงเล่นบ่อยจนชำนาญ
เดิมทีเกมไพ่นกกระจอกนี้ หลี่เยว่หานสั่งทำขึ้นมาเพื่อเล่นฆ่าเวลากับมู่หวังเฟยและฮองเฮาในช่วงไม่กี่เดือนที่นางต้องพำนักอยู่ในวัง
ต่อมา วิธีการเล่นนี้ก็แพร่หลายออกจากรั้ววังไป จนปัจจุบันชาวเมืองหลวงแทบทุกคนต่างก็เล่นเกมนี้กันเป็นกิจวัตร บางครั้งเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาถึงบ้านยังเคยบ่นกับหลี่เยว่หานว่า มีขุนนางบางท่านที่ว่างจัดถึงขั้นเสนอให้สั่งห้ามเล่นไพ่นกกระจอก
โดยให้เหตุผลว่า ‘เป็นเกมมอมเมาทำให้เสียคน’
เรื่องนี้ทำเอาหลี่เยว่หานขำแทบแย่
สำหรับแม่นางหลานซั่วนั้น เนื่องด้วยนางพำนักอยู่ในหอฝานเทียนมานานปี มีพี่น้องสตรีอยู่ด้วยกันมากมาย ทั้งยังไม่ค่อยได้ออกไปไหน การเล่นไพ่นกกระจอกจึงกลายเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานที่สุดรองจากไพ่ใบไม้ และจะว่าไปแล้ว แม่นางคนไหนที่มีฝีมือการเล่นไพ่ดีมักจะถูกลูกค้าเรียกตัวบ่อยขึ้นด้วย
เพราะหอฝานเทียนเป็นสถานที่เริงรมย์เพื่อความบันเ