จคร้านเช่นเดิม แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่หลินเฟิง
มองดูหลินเฟิงที่พยายามทนยืนอยู่ เมิ่งฉีฮ่วนแค่นเสียงเย็นชา หมุนตัวเดินไปทางประตูห้องอักษรฟ้า
“คนเรานั้น สำคัญที่ต้องรู้จักตัวเอง ขอเตือนองค์ชายน้อยสักคำ อย่าได้คิดจะได้ของฟรีเลย เป็นไปไม่ได้หรอก” พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็เปิดประตูห้องเดินจากไป
สายลมเย็นพัดเข้ามาในห้องอักษรฟ้า หลินเฟิงมองเศษโต๊ะที่แตกกระจายเต็มพื้น ดวงตาลึกล้ำ ไม่มีท่าทีใจร้อนเหมือนตอนเผชิญหน้ากับเมิ่งฉีฮ่วนแม้แต่น้อย
ไม่นาน มีคนรีบร้อนเข้ามา ปิดประตูห้องอักษรฟ้า เดินมาหาหลินเฟิงแล้วถามอย่างเร่งร้อน “เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินเฟิงชี้ไปที่ความเละเทะของโต๊ะที่แตกด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าดูเองไม่เป็นหรือไร!”
คนผู้นั้นได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าฉายแววไม่พอใจ แต่ก็รีบกดข่มไว้ ตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนออกไป สีหน้าเป็นปกติ ไม่มีใครดูออกว่าการเจรจาครั้งนี้ได้ผลเช่นไร เขาจำเป็นต้องถามให้รู้แน่
“องค์ชายเฟิง ท่านควรรู้ว่าครั้งนี้พวกเราต้องได้วิชาการทำเกลือมาให้ได้!”
“ลาจิน ข้าถามเจ้า ที่มาคือองค์ชายฉีไม่ใช่ชายาองค์ชายฉี เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าล่วงหน้า?” หลินเฟิงขมวดคิ้วจ้องมองคนที่ชื่อลาจิน “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าองค์ชายฉีนั้นยากจะรับมือเพียงใด?”
ลาจินถูกถามเช่นนั้น ก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง “ถึงอย่างไรสักวันก็ต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายฉีอยู่ดี เร็วหรือช้าจะต่างกันตรงไหน?”
“จะไม่ต่างกันได้อย่างไร?” หลิ