ร แต่ในความเป็นจริงขุนนางต่างหากคือผู้ถืออำนาจสูงสุด รองลงมาคือพ่อค้า คนรวยสามารถใช้เงินซื้อเอกสิทธิ์ได้ แต่ชาวนาที่ทำงานหนักจริง ๆ กลับต้องถูกขุนนางกดขี่ข่มเหง หรือซ้ำร้ายยังถูกขูดรีดสองต่อทั้งจากขุนนางและพ่อค้า นี่หรือคือสิ่งที่กัวอี้เคยโฆษณาเอาไว้ว่า แคว้นตงฮั่นนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์?”
ได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนมิเพียงไม่โกรธเคือง กลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองบอกสิว่า ไยเผ่าเร่ร่อนของพวกเจ้าถึงได้ยากจนนัก?”
เมื่อจู่ ๆ ได้ยินคำว่ายากจน หลินเฟิงเกือบจะโมโหขึ้นมาอีกรอบ
โชคดีที่ครั้งนี้เขาอดทนไว้ได้ เพราะสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดมานั้นมิผิดเลย เผ่าเร่ร่อนของพวกเขายากจนมากจริงๆ…
“พวกเราฝากชีวิตไว้กับฟ้าดิน ย่อมมิอาจสะสมความมั่งคั่งได้!” หลินเฟิงกล่าวอย่างมีเหตุผล “เหมือนกับแคว้นตงฮั่นของพวกท่านที่มีปีทุพภิกขภัย ในยามนั้นราษฎรของพวกท่านก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มิดีเช่นกัน!”
“ไม่เหมือนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “พวกเจ้ายากจน เพราะยากจนกันหมดทุกคนตั้งแต่หัวแถวถึงหางแถว แต่พวกเรามิใช่ อย่างน้อยเราก็มีโอกาสให้คนที่มั่งคั่งกว่าช่วยชักนำผู้ที่ยังขัดสนให้มั่งมีตามขึ้นมา นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงยากจน แต่พวกเราถึงแข็งแกร่ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยกมุมปากยิ้มอย่างเย้ยหยัน