ี่ข้าจะกลับมาช้ากว่าเขาหนึ่งวัน คาดว่าเมื่อวานตอนที่ท่านพ่อมาหาเจ้าที่จวนแล้วไม่พบ ทุกคนก็เลยรู้เรื่องกันหมด ยกเว้นเพียงเจ้าคนเดียว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมา “มิน่าเล่า เมื่อวานข้าถึงรู้สึกว่างขึ้นมาถนัดตา ที่แท้ก็เพราะท่านพ่อกลับมาแล้วนี่เอง”
“ได้ยินว่าช่วงที่ข้าไม่อยู่เจ้าตรากตรำงานหนักมาก ได้พักผ่อนให้สบายใจบ้างก็ดีแล้ว” ระหว่างที่พูด เมิ่งฉีฮ่วนก็จูงมือหลี่เยว่หานเดินเข้าไปในห้องหนังสือ
ก่อนจะเข้าห้อง หลี่เยว่หานยื่นมือไปรับตัวอานิ่งมาจากอ้อมอกของแม่นม พ่อแม่ลูกทั้งสี่คนนั่งลงในห้องหนังสือ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นยิ่งนัก
“ท่านดูสิ ท่านไปไม่นานเท่าไร บุตรชายก็พูดเก่งขึ้นมากแล้ว” หลี่เยว่หานวางอานิ่งลงบนตัก พลางมองเมิ่งสืออี้ด้วยสายตาเปี่ยมสุข
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูเมิ่งสืออี้ที่พิงอกเขาอย่างว่าง่ายพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เจ้าเด็กนี่แม้ตอนเกิดมาร่างกายจะอ่อนแอ แต่ยามนี้กลับแข็งแรงยิ่งนัก ข้าลองตรวจดูโครงสร้างกระดูกของเขาแล้ว นับว่ายอดเยี่ยมมาก เหมาะแก่การฝึกยุทธ์!”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรับ “นั่นสินะ รอเขาโตกว่านี้อีกนิดค่อยให้เฮ่อเจิ้งเทียนสอนวรยุทธให้ ต่อไปจะได้คอยปกป้องน้องสาวได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งสืออี้ก็ตาโตพลางทำท่าทำทางประกอบ “ท่านแม่ ท่านแม่… ใช่วรยุทธแบบที่บินไปบินมาได้นั่นไหมขอรับ?”
“ใช่แล้ว บินได้ด้วย แถมยังเอาไว้จัดการคนชั่วได