้อีกด้วยนะ” เมิ่งฉีฮ่วนบีบจมูกเล็ก ๆ ของลูกชาย “อยากเรียนหรือไม่?”
“อยากเรียนขอรับ! อาอี้อยากเรียน!” เมิ่งสืออี้พยักหน้าหงึกหงักอย่างมุ่งมั่น
หลี่เยว่หานเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
ทว่าเมิ่งอิงหนิงที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนตักของหลี่เยว่หาน กลับมีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยขณะจ้องมองพี่ชายและท่านพ่อที่กำลังคุยกันอย่างออกรส
“อานิ่งของแม่ล่ะ ต่อไปอยากทำอะไรจ๊ะ?” หลี่เยว่หานถามเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดด้วยเสียงอ่อนโยน “อยากเรียนวรยุทธเหมือนพี่ชาย ไว้ท่องเที่ยวไปในยุทธภพ หรืออยากจะเป็นเหมือนแม่กันแน่?”
เมิ่งอิงหนิงยังพูดไม่ได้ พัฒนาการของนางมักจะช้ากว่าเมิ่งสืออี้อยู่ก้าวหนึ่งเสมอ นางจึงทำได้เพียงจ้องมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาไร้เดียงสา
หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจเบา ๆ พลางกระชับอ้อมกอดลูกสาวให้แน่นขึ้น
แม้นางจะรู้ดีว่าเด็กวัยหนึ่งขวบที่ยังไม่เริ่มพูดนั้นเป็นเรื่องปกติ ทว่าด้วยร่างกายที่ดูอ่อนแอของอานิ่ง ก็อดไม่ได้ที่นางจะกังวลมากกว่าปกติ
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าสีหน้าของหลี่เยว่หานดูเศร้าสร้อยลง จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เรื่องหลินเฟิงที่เจ้าเขียนมาในจดหมายนั้น เป็นมาอย่างไรหรือ?”
พอเข้าเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็กลับมามีชีวิตชีวาทันที “เมื่อวานพอข้าเริ่มว่าง ก็เลยพาสวีอวิ้นเอ๋อร์ น้องสาวของสวีซิ่งอี้ไปเที่ยวเล่นที่หอฝานเทียน…”
หลี่เยว่หานสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างรวบยอด ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ถึงแม้หลินเฟิงจะพร