างตัวและปลอมแปลงใบหน้าไว้อย่างเรียบง่าย แต่ถ้าข้าจำไม่ผิด ในยามที่อยู่เหลียวปี้เลี่ยตง ข้าต้องเคยเห็นเขาในงานมงคลสมรสขององค์หญิงฝานเอ๋อร์กับพี่กัวอี้แน่นอน!”
หลังจากฟังคำบอกเล่าของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมาก เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เมื่อไม่นานมานี้ข้าก็ได้รับข่าวมาเช่นกัน ว่ามีคนจากชนเผ่าเร่ร่อนเข้ามาในเมืองหลวง เห็นว่าเตรียมจะมาร่วมการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ในปีนี้ ทว่าพวกเขากลับปิดบังร่องรอยการเดินทาง เพียงแค่ส่งเทียบเชิญมาเท่านั้น ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก”
“การประชุมขุนนางครั้งใหญ่หรือ? นั่นไม่ใช่มีเพียงแคว้นใกล้เคียงและรัฐบริวารเท่านั้นหรือที่เข้าร่วม? หรือว่าชนเผ่าเร่ร่อนคิดจะสวามิภักดิ์ต่อตงฮั่นแล้ว?” หลี่เยว่หานถามด้วยความไม่เข้าใจ
เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “นิสัยของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นเย่อหยิ่งและรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่มีทางยอมสวามิภักดิ์โดยง่าย ในเทียบที่ส่งมาถึงวังหลวงระบุว่า พวกเขาจะมาในฐานะมิตรประเทศเพื่อร่วมการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงขอปกปิดร่องรอยไว้ชั่วคราว”
“ถ้าเช่นนั้น…” หัวใจของหลี่เยว่หานหนักอึ้งลง “หลินเฟิงก็คงไม่ได้มาในนามของกัวอี้แน่ ๆ”
“ถูกต้อง” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับ “หลังจากฝานเอ๋อร์แต่งงานกับกัวอี้ ชนเผ่าเร่ร่อนก็แตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งย้ายเข้ามาพำนักในเหลียวปี้เลี่ยตงเพื่อร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดนในการฟื้นฟูบ้านเมือง แต่อีกส่วนหน