ึ่งถอยกลับเข้าไปในทุ่งหญ้า และใช้ชีวิตเร่ร่อนไร้ที่พำนักแน่นอนดังเดิม”
“เหมาเด๋อซิง! ไม่ใช่สิ ซินชางว่าง! น้องสาวของเขาไม่ใช่คนที่หนีออกมาจากชนเผ่าเร่ร่อนหรอกหรือ?” หลี่เยว่หานนึกถึงซินเยว่อีขึ้นมาได้ แววตาพลันเป็นประกาย “ยามนั้นซินเยว่อีถูกคุมขังไว้ แต่กลับยังอยู่ในเขตเหลียวปี้เลี่ยตง ข้ารู้สึกแปลกใจมาตลอด… หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มของหลินเฟิง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจออกมา “ฮูหยินของข้าฉลาดเกินไปแล้ว ทำให้ข้าผู้เป็นสามีรู้สึกด้อยกว่าเจ้ายิ่งนัก”
หลี่เยว่หานยิ้มพลางค้อนขวับใส่เขา “รีบพูดมาเถอะ!”
“เจ้าเดาไม่ผิดหรอก ซินเยว่อียังคงติดค้างอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตง ต่อมาเมื่อเหลียวปี้เลี่ยตงถูกตงฮั่นผนวกรวม เดิมทีนางตั้งใจจะพาลูกชายลงใต้มาด้วยแต่ไม่สำเร็จ เหมาเด๋อซิงเคยเขียนจดหมายเอ่ยถึงหวังเฟิ่ง และยังบอกด้วยว่าหวังเฟิ่งเป็นแม่เลี้ยงของเจ้า เพื่อให้ลูกชายมีชีวิตรอด ซินเยว่อีจึงได้รายงานเรื่องพวกนี้ทั้งหมดขึ้นไป” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยื่นมือไปเขี่ยจุกผมเล็ก ๆ บนหัวลูกชายเล่น
เมิ่งสืออี้มัวแต่ยุ่งกับการปกป้องปอยผมของตนเองจนทำหน้าบึ้งตึง
“ยามที่พวกเราเข้าควบคุมเหลียวปี้เลี่ยตง คนของชนเผ่าเร่ร่อนจงใจทิ้งสองแม่ลูกซินเยว่อีไว้ที่นั่น เพื่อไม่ให้ชางว่างมีห่วงพะวงเบื้องหลัง นางจึงยอมเป็นหมากที่ชนเผ่าเร่ร่อนวางทิ้งไว้ในเหลียวปี้เลี่ยตงด้วยความเต็มใจ ตามคำพูดของนาง… ชีวิ