าจมิใช่สิ่งที่ทำให้เขาสบายใจนัก
แต่จะให้เขามารอดูกันมาหลายร้อยปีแล้วมาตายที่นี่ในวันนี้รึ?
*ไม่ได้เด็ดขาด!*
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็มิมัวรอช้า นางรีบวิ่งลึกเข้าไปในส่วนในของถ้ำทันที
ถังเป่ยฝานยังคงนั่งนิ่งมิไหวติง เขามองตามเงาร่างของหลี่เยว่หานจนลับสายตา ก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดมิอาจทราบ หลี่เยว่หานก็กลับมาพร้อมกับหิ้วเด็กชายคนหนึ่งติดมือมาด้วย
เด็กคนนั้นถูกหลี่เยว่หานใช้เถาวัลย์มัดมือไว้แน่น นางเหวี่ยงเขาลงตรงหน้าถังเป่ยฝานแล้วเอ่ยว่า “ข้าไปหาที่กบดานของสำนักจางอันมาแล้ว คนมิมากนัก มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เด็กคนนี้อายุน้อยที่สุด ข้าเลยพาเขามาด้วย ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ย่อมมิตายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อได้ฟัง แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำนิ่งของถังเป่ยฝานก็ไหววูบไปชั่วครู่ เขามองไปยังเด็กชายที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เจ้ามิกลัวว่าพวกมันจะรุมสังหารเจ้ารึ?”
“ข้ามีจิตสัมผัสวิญญาณนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานยักไหล่อย่างมิยี่หระ “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ตอนข้ากลับมาได้ยินเสียงสั่นก้องจากใต้ดิน ภูเขานี้คงใกล้จะถล่มเต็มทีแล้ว ท่านพาคนรุ่นหลังของสำนักจางอันคนนี้ออกไปจากถ้ำเสียเถิด!”
ถังเป่ยฝานยังคงมิขยับ “ทำไม?”
“ทำไมอะไรกันเล่าเจ้าคะ” หลี่เยว่หานก้มลงหิ้วคอเสื้อเด็กชายที่กำลังร้องไห้โฮขึ้นมา “ในเมื่อยืนหยัดมานานร้อยปี ก็ต้องให้รางวัลกับตนเองบ้าง ออ