ลวงโบ๋ ยามนี้ค่ายกลสลายไปแล้ว ศพในโลงหินเหล่านั้นเริ่มเน่าเปื่อย อีกไม่นานก็จะเกิดก๊าซพิษสะสม หากเกิดเหตุพลิกผันจนมีประกายไฟแม้เพียงนิด ที่แห่งนี้จะระเบิดเป็นจุณทันที!”
“ถึงกระนั้นก็มิอาจให้เจ้าเสี่ยงเพียงลำพัง อีกทั้งพวกเรายังมิทราบด้วยซ้ำว่าทางออกอยู่ที่ใด!” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงยืนกรานปฏิเสธ
“ข้ารู้” สวีติ้งหลานแม้จะมิเข้าใจว่าจิตสัมผัสวิญญาณ หว่านอู้เซิง หรือแดนราชันไร้เทียมทานคือสิ่งใด แต่เขารู้ดีว่ายามนี้มิใช่เวลาที่จะซักไซ้ สิ่งที่เขาต้องทำคือการแข่งกับเวลา
พูดจบ สวีติ้งหลานก็ลุกขึ้นยืนพลางชี้ไปทางทิศที่พวกเขาเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ “ตอนที่ข้าหมดสติไป รอบกายเต็มไปด้วยโลงศพ ต่อมาได้ยินเสียงประตูหินเคลื่อนไหว แสดงว่าพวกเราถูกย้ายที่ หวังเฟยคาดการณ์มิผิด หลุมศพแห่งนี้… หรืออาจมิใช่หลุมศพแต่เรียกไปก่อนเถิด ที่นี่กว้างใหญ่เกินไป คงจะขุดภูเขาจนกลวงจริง ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมต้องมีทางเข้าออกแน่นอน เสียงประตูหินที่ข้าได้ยินนั่นแหละคือเบาะแสสำคัญ”
พูดจบเขาก็เดินก้าวยาว ๆ เลี่ยงลวดลายบนพื้นไปทางกำแพงหินเบื้องหน้า เขามองสำรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอุทานด้วยความยินดี “รีบมาเร็วเข้า ตรงนี้มีรอยแยก!”
ทั้งสามคนรีบตามไปทันที
มือของสวีติ้งหลานลูบไล้ไปตามรอยแยกบนกำแพงอย่างละเอียด จนกระทั่งพบส่วนที่นูนออกมาอย่างผิดสังเกต ขณะที่เขากำลังจะกดลงไป หลี่เยว่หานก็รีบห้ามไว้พร้อมสีหน้าเคร่งเครียด “พวกท่านเข้