ียงแต่ยังมิกระจ่างใจเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเริ่มจะมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หลี่เยว่หานจึงรีบเอ่ยตัดบท “ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นท่านแม่ทัพสวีตัวจริงหรือไม่ พวกเราต้องกลับไปดูให้เห็นกับตาจึงจะรู้!”
“เหอะ!” สวีซิ่งอี้แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมเงียบปากลง
พวกเขาทั้งสามเดินย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิมจนถึงขอบแท่นบูชาในเวลาอันรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเดินวนรอบแท่นบูชาหนึ่งรอบ กลับไร้วี่แววของท่านแม่ทัพสวี หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมุ่นทันที “แปลกนัก… ตอนข้าเดินออกมาข้ากำชับให้ท่านแม่ทัพรออยู่ที่นี่ ทั้งเรื่องที่ห้ามจุดเทียนเขาก็เป็นคนบอกข้าเองกับมือ”
“เรื่องห้ามจุดเทียนนั้นน่าจะถูกส่วนหนึ่ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางจ้องมองเทียนที่หลี่เยว่หานเคยจุดแล้วถูกสวีติ้งหลานดับทิ้ง “ตอนที่พวกเราไปพบสวีซิ่งอี้ พวกเราถือเทียนธรรมดาอยู่ในมือแต่อสูรกายกลับทำราวกับมองไม่เห็น ทว่ายามที่ข้าเผชิญหน้ากับอสูรกายก่อนหน้านี้ เพียงแค่ข้าเห็นมัน มันก็พุ่งเข้าใส่ข้าทันที”
“แล้วท่านจะอธิบายเรื่องที่ท่านพ่อของข้าหายตัวไปอีกครั้งว่าอย่างไร!” สวีซิ่งอี้เริ่มร้อนรน
“อาจเป็นเพราะท่านแม่ทัพเห็นว่าพวกเจ้ายังไม่กลับมาเสียที จึงออกไปตามหาพวกเจ้าก็เป็นได้” หลี่เยว่หานวิเคราะห์
“แต่ว่า…” สวีซิ่งอี้กำลังจะโต้แย้ง
ตึง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวแว่วมาจากด้านข้าง
เมิ่งฉีฮ่วนรีบชูเทียนขึ้นมองไปยังทิศทางของเสียง เห็น