กลุ่มฝุ่นตลบอบอวล ก่อนที่ร่างของสวีติ้งหลานจะกระชับกระบี่พุ่งฝ่าความมืดออกมา
“ท่านพ่อ!” สวีซิ่งอี้ตะโกนเรียกด้วยความยินดี
“ข้าเอง!” สวีติ้งหลานถือเทียนเดินเข้ามาหาพวกเขา เขาสำรวจสวีซิ่งอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะลอบถอนหายใจแล้วพยักหน้า “ยังดีที่แข้งขาไม่หัก”
สวีซิ่งอี้ถึงกับน้ำท่วมปาก… *นี่ท่านเป็นบิดาข้าจริง ๆ หรือไม่เนี่ย!*
ในที่สุดทั้งสี่คนก็กลับมาพร้อมหน้า พวกเขานั่งล้อมวงกันเพื่อหารือถึงหนทางออกจากสถานที่แห่งนี้
“ตอนที่ข้าตกลงมา ข้าหมดสติไปครู่หนึ่ง พอฟื้นขึ้นมาก็ถือเทียนไขศพเดินสำรวจไปทั่ว แต่กลับมิพบป้ายวิญญาณอย่างที่พวกเจ้าว่า ทั้งยังหาทางเข้าที่ข้าตกลงมาไม่เจอด้วย” สวีติ้งหลานกล่าว “ยามข้าตื่นขึ้นมา เหนือศีรษะก็มิมีร่องรอยกลไกใด ๆ แต่พวกเจ้าดูสิ”
สวีติ้งหลานชี้ขึ้นไปด้านบน “หลังจากพวกเจ้าลงมา กลไกด้านบนก็มิเคยถูกปิดลงเลย”
เมิ่งฉีฮ่วนเงยหน้ามองตามแล้วพยักหน้าเห็นพ้อง “ในห้องสุสานหลักด้านบน พวกเรามิพบทางเข้าออกอื่นนอกจากประตูหินไม่กี่บาน ดังนั้นท่านแม่ทัพคงจะตกลงมาในหลุมฝังร่วมนี้โดยตรง”
“ข้าสันนิษฐานว่าสุสานแห่งนี้น่าจะเป็นของสำนักใดสำนักหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเขาเลี้ยงอสูรกายไว้ใต้ดิน ทั้งยังทิ้งเทียนไขศพไว้มากมายเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงแน่” สวีติ้งหลานเอ่ยต่อ
“ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่สุสานนี้ พวกเราเจออสูรกายที่ต่างกันออกไป อสูรกายเงาถือกำเนิดจากการเพาะเลี