งอากาศ แล้วบังคับให้มันพุ่งนำทางไปด้านหน้า
โดยปกติแล้วกระแสจิตของคนคนเดียวกันย่อมส่งถึงกันได้ หลี่เยว่หานสัมผัสได้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ที่ใด แต่เพราะผลของค่ายกลทำให้นางไม่อาจเดินไปถึงตัวเขาได้ ทว่าเมื่อมีหว่านอู้เซิงนำทาง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
หว่านอู้เซิงมิได้รับผลกระทบจากค่ายกลลวงตา เมื่อผนวกเข้ากับการควบคุมด้วยกระแสจิต มันจึงกลายเป็นเครื่องนำทางที่ยอดเยี่ยมที่สุด
หลี่เยว่หานเดินตามหลังหว่านอู้เซิงไปครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็พบอสูรกายตนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างโลงศพ
ตอนแรกนางกังวลว่าจะทำให้อสูรกายตื่นตระหนก แต่กลับพบว่าแม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองเห็นนาง แต่มันกลับไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวใด ๆ
นางคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะนางมิได้ถือเทียนไขศพ อสูรกายจึงแยกแยะไม่ออกว่านางเป็นผู้บุกรุก
เมื่อค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ร่างอสูรกาย หลี่เยว่หานก็เหลือบไปเห็นเทียนไขศพที่ดับมอดแล้วถูกทิ้งไว้บนพื้น
หัวใจของนางพลันบีบคั้นด้วยความกังวล จนเผลอเสียสมาธิในการควบคุมหว่านอู้เซิง ปล่อยให้มันลอยละลิ่วพุ่งไปยังทิศทางที่เมิ่งฉีฮ่วนอยู่ต่อไป
กว่าหลี่เยว่หานจะรู้สึกตัว หว่านอู้เซิงขนาดเท่ากำปั้นก็ลอยวนเวียนอยู่ข้างกายอสูรกายเสียแล้ว
หลี่เยว่หานกัดฟันกรอด บังคับให้หว่านอู้เซิงพุ่งกระแทกเข้าที่ศีรษะของอสูรกายอย่างสุดแรง!
“กรี๊ดดด!” อสูรกายแผดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะล้มตึงลง เลือดสีดำแดงข้นคลั่กไหลนองกระจายไปทั่วพื้น ดูน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก