ายกลจึงให้ข้ารออยู่ที่แท่นบูชา ส่วนพวกเขาทั้งสองแยกกันออกไปสำรวจ แต่เพียงมินาน ข้าก็ไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาอีกเลยเจ้าค่ะ”
สวีติ้งหลานพยักหน้าพลางขมวดคิ้ว “คาดว่าคงเผชิญหน้ากับอสูรกายแล้วถูกจับไปขังไว้ อสูรกายพวกนั้นมีพละกำลังมหาศาล ขนาดข้ามีอาวุธในมือยังยากจะเอาชนะพวกมันได้”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ที่ท่านแม่ทัพบอกว่าในโลงศพทุกใบขังอสูรกายไว้ ท่านทราบได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถามจุดที่สงสัยทันที
“ก่อนจะปะทะกับพวกมัน ข้าเคยงัดฝาโลงเปิดดูสองสามใบ ข้างในนั้นมีแต่อสูรกายที่หน้าตาน่าเกลียดน่าสยดสยอง ต่อมาข้าก็ถูกมันจับไปขังไว้ในโลงที่มันเพิ่งออกมานั่นแหละ ข้าจึงสันนิษฐานว่าอสูรกายคงมีอยู่เต็มไปหมด และการที่ข้าตกลงมาที่นี่ได้โดยตรง ย่อมพิสูจน์ได้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีคนมาที่นี่” สวีติ้งหลานวิเคราะห์
หลี่เยว่หานพยักหน้าตามอย่างครุ่นคิด
“แล้วพวกเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” สวีติ้งหลานเอ่ยถาม
“พวกเราตกลงมาจากด้านบนเหมือนกันเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ฟังอย่างรวบรัด สวีติ้งหลานขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม
“เท่าที่ฟังเจ้าเล่ามา ข้านึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับพิธีฝังศพเช่นนี้” สวีติ้งหลานกล่าว “มีตำนานเล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน โลกใบนี้เต็มไปด้วยพลังปราณวิญญาณ มนุษย์ทุกคนสามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ ทว่าหลังจากเกิดมหันตภัยสวรรค์ พลังปราณก็เหือดหายไป เหล่ายอดฝี