ื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นี่… น้ำนี่มัน…” สวีติ้งหลานรู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาในพริบตาจนต้องเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“เป็นของที่ยอดคนลี้ลับท่านหนึ่งมอบให้ข้าเมื่อครั้งอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานปั้นน้ำเป็นตัว “เมื่อครู่ท่านแม่ทัพบอกว่าห้ามจุดเทียนเหล่านี้ เป็นเพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
“ในโลงศพเหล่านั้นขังอสูรกายไว้ จำนวนเทียนไขก็คือจำนวนของอสูรกาย ทุกครั้งที่เทียนหนึ่งเล่มถูกจุดขึ้น อสูรกายตนหนึ่งจะตื่นจากการหลับใหล” สวีติ้งหลานเอ่ยรัวเร็ว “หลังจากข้ากระโดดลงมาจากปากถ้ำด้านบนก็ตกลงมาที่นี่ ข้าคลำทางจนพบเทียนเหล่านี้แล้วลองจุดดู ไม่นานนักก็ถูกอสูรกายจับตัวไปขังไว้ในโลง ข้าไม่รู้ว่าถูกขังอยู่นานเพียงใด จนกระทั่งได้ยินเสียงของพวกเจ้าจึงได้ร้องตะโกนเรียกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหลังจากนั้นข้าก็หมดสติไปโดยไม่ทราบสาเหตุ”
คำบอกเล่านั้นทำให้หลี่เยว่หานตกใจจนเทียนในมือเกือบหลุดร่วง “แย่แล้วเจ้าค่ะ! เมื่อครู่ท่านอ๋องกับคุณชายสวีต่างก็ถือเทียนไขศพออกไปทั้งคู่!”
“พวกเขาไปที่ใดกัน!” สวีติ้งหลานรีบคว้าข้อมือหลี่เยว่หานด้วยความร้อนรน
“ก่อนหน้านี้พวกเราได้ยินเสียงของท่านแม่ทัพ แต่รอบด้านเต็มไปด้วยโลงศพจนหาไม่พบ จึงบอกให้ท่านเคาะโลงส่งสัญญาณ ทว่าจู่ๆ โลงทุกใบกลับส่งเสียงเคาะออกมาพร้อมกัน พวกเราจึงสันนิษฐานว่าที่นี่อาจมีค่ายกลที่ทำงานสัมพันธ์กับเสียง ท่านอ๋องและคุณชายสวีมีความรู้ด้านค่