ออกเจ้าค่ะ”
สวีซิ่งอี้เริ่มสลัดความหวาดกลัวออกไปได้บ้างแล้ว เลือดรักชาติและศักดิ์ศรีของชายหนุ่มพลุ่งพล่าน เขาชูพลั่วคู่ใจขึ้นแล้วคำรามลั่น “อย่ามาทำเป็นเล่นเล่ห์หลอกผี! ข้าหาได้กลัวเจ้าไม่! รีบส่งตัวท่านพ่อของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
“คุณชายสวี” หลี่เยว่หานรีบคว้าตัวสวีซิ่งอี้ที่กำลังวู่วามไว้ “ข้ากับท่านอ๋องสงสัยว่านี่อาจจะเป็นค่ายกลลวงตา ท่านอ๋องและเจ้าต่างก็มีความรู้เรื่องค่ายกล ลองสังเกตดูรอบๆ ให้ละเอียดเถิดว่าพบสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
น่าแปลกที่พอหลี่เยว่หานพูดจบ เสียงเคาะโลงศพก็เงียบกริบลงพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์
หลี่เยว่หานรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว…
สวีซิ่งอี้มิได้ชักช้า เขาตรงไปดึงเทียนเล่มหนึ่งมาจากแท่นบูชายัญทันที เขาใช้ตะบันไฟจุดมันขึ้นมาแล้วก็ต้องตะลึง “เหตุใดเปลวไฟจึงเป็นสีเขียวเช่นนี้?”
“เพราะนั่นคือเทียนไขศพอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนสวมบทบาทผู้อธิบายผู้รอบรู้อย่างเคร่งขรึม “มันทำมาจากการนำศพมนุษย์ไปย่างไฟเพื่อสกัดเอาน้ำมันมาทำเทียน เทียนชนิดนี้จะเผาไหม้ได้นานยิ่งนัก เพียงแต่เปลวไฟจะเป็นสีเขียว ดูแล้วน่าขนพองสยองเกล้าเสียหน่อย”
ทันทีที่ได้ยิน สวีซิ่งอี้ก็ขว้างเทียนในมือทิ้งทันควัน
เมิ่งฉีฮ่วนตาไวคว้าเทียนเล่มนั้นไว้กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะมองสวีซิ่งอี้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อย่ากลัวไปเลย คนที่ตอนมีชีวิตทำชั่วไว้มาก น้ำมันศพจะยิ่งมีคุณภาพดี กล่าวคือมีเพียงคนชั่วเท่านั้นที่ถู