้สติในที่สุด เขาพุ่งตัวไปยังทิศทางของเสียงทันทีพลางตะโกนก้อง “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านอยู่ที่ไหน! ท่านยังสบายดีหรือไม่! ท่านพ่อ!”
สวีติ้งหลานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเย็นเยียบ “ข้าอยู่ในโลงศพ ข้าถูกขังไว้… ใต้ดินนี้มีอสูรกายอาศัยอยู่ พวกมันเตรียมจะใช้ข้าเป็นเครื่องสังเวย!”
สิ้นคำนั้น เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างหันมาสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สวีซิ่งอี้ร้อนใจยิ่งนัก ตะโกนตอบกลับไปว่า “ท่านพ่อ เคาะฝาโลงสิ ข้าจะได้ไปช่วยท่าน! ที่นี่มีโลงศพมากเกินไป ข้าหาไม่เจอ!”
เมื่อสวีติ้งหลานนิ่งไป สวีซิ่งอี้ก็ร้องเรียกอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านส่งเสียงหน่อยเถิด เพียงแค่พูดอย่างเดียวข้าหาท่านไม่พบหรอก!”
สิ้นเสียงของเขา เสียงเคาะไม้จากโลงศพทุกใบก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกัน
ใบหน้าของสวีซิ่งอี้แปรเปลี่ยนจากความดีใจเป็นความตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที เขาพุ่ง “ฟึ่บ” กลับมาเกาะกลุ่มกับเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานทันที ทั้งสามคนยืนเบียดกันแน่นจนแทบไม่กล้าหายใจแรง
‘แม่เจ้าโว้ย! แค่บอกให้ส่งเสียงนิดเดียว โลงศพนับสิบใบในหลุมศพนี้กลับส่งเสียงเคาะพร้อมกันหมด ถ้าข้าจิตไม่แข็งพอ ป่านนี้คงฉี่ราดไปแล้ว…’
“มันคือวิชาลวงตาหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลี่เยว่หานหลับตาลง แผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกไปอย่างช้าๆ แต่กลับถูกบางอย่างขัดขวางไว้
นางลืมตาขึ้นแล้วมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความกังวล “ข้าแยกแยะมิ