อนได้เผาทำลายหอตำราจนมอดไหม้ หลายสิ่งหลายอย่างมิอาจตรวจสอบได้ ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!” สวีซิ่งอี้ยังคงถอยกรูดไปข้างหลังหลายก้าว
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้สนใจเขา เขาจ้องมองไปยังแท่นบูชายัญที่อาบไปด้วยคราบเลือดสีดำ แล้วกล่าวช้าๆ “โลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นเต็มไปด้วยพลังปราณวิญญาณ เหล่ายอดฝีมือต่างสำแดงฤทธาเก่งกล้า ทว่าเพียงชั่วพริบตา พลังปราณกลับเหือดหายไป ท่านผู้นั้นกล่าวว่ายามนั้นมียอดคนจำนวนมากต้องดับสูญในขณะที่กำลังจะบรรลุเซียนเพียงเพราะพลังปราณขาดช่วง บ้างก็ละวางความตายยอมรับชะตากรรม ข้าคาดว่าที่นี่น่าจะเป็นหลุมศพของสำนักใดสำนักหนึ่งในยุคนั้น”
หลี่เยว่หานยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด สวีซิ่งอี้ที่อยู่ด้านข้างก็โวยวายขึ้นมา “พลังปราณวิญญาณอะไร บรรลุเซียนอะไรกัน ข้าว่าท่านต้องโดนผีสิงไปแล้วแน่ๆ!”
“เสี่ยวอี้!” เสียงที่ดูเหนื่อยล้าดังแทรกขึ้นมากะทันหัน สวีซิ่งอี้ที่กำลังเสียขวัญเพราะคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนอยู่แล้วถึงกับหนังหัวชาหนึบ แม้จะจำได้ว่าเป็นเสียงของแม่ทัพสวี แต่เขาก็ไม่กล้าขานรับ ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความตึงเครียด
หลี่เยว่หานเห็นท่าไม่ดีจึงชูเทียนไปทางเขา ทำเอาเจ้าหนุ่มนี่สะดุ้งตาเหลือกใส่ด้วยความขุ่นเคือง
“ท่านแม่ทัพสวีใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานตะโกนถามไปทางต้นเสียง
“ข้าเอง!” สวีติ้งหลานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
“ท่านแม่ทัพ ท่านอยู่ที่ใด?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามบ้าง
สวีซิ่งอี้ได