เขารีบพาหลี่เยว่หานก้มตัวต่ำ หมอบคลานลอดใต้ฝูงค้างคาวเข้าไปในห้องถัดไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู สวีซิ่งอี้ก็รีบจัดการปิดประตูหินลงทันที ทั้งคู่จึงพอจะได้พักหายใจหายคอกันบ้าง
“อยู่นิ่ง ๆ ก่อน ข้าจะไปตรวจดูว่ายังมีค้างคาวเหลืออยู่อีกหรือไม่” สวีซิ่งอี้กำชับเสียงเบา
หลังจากถือเทียนเดินสำรวจรอบ ๆ เขาก็กลับมาหาหลี่เยว่หานพร้อมรอยยิ้ม “มีค้างคาวบางส่วนหลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันยังนิ่งสงบ ข้าก็ไม่ได้ไปรบกวนมัน ทว่าห้องนี้มีประตูเพียงบานเดียว เจ้าแน่ใจหรือว่าฉีอ๋องจะเข้ามาตามหาเราในนี้จริง ๆ?”
“เขาต้องมาแน่” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างมั่นคง “แต่เราจะรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ห้องนี้เดิมทีคงเป็นรังของค้างคาว พวกมันแค่ตกใจจนเตลิดออกไป ประเดี๋ยวฝูงของมันอาจจะแห่กันย้อนกลับมา เราต้องรีบไปจากที่นี่”
“ค้างคาวมีสิ่งใดน่ากลัวกัน” สวีซิ่งอี้ทำท่าทางไม่ยี่หระ
“ค้างคาวเป็นแหล่งสะสมของพิษและโรคภัยมากมาย หากถูกมันทำร้ายเพียงนิดก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ ท่านว่าน่ากลัวหรือไม่เล่า?” ในขณะที่พูด ทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเพียงบานเดียวของห้องนี้ หลี่เยว่หานพยายามจะหาทางเปิดกลไกตามแบบสวีซิ่งอี้ แต่เขากลับคว้ามือของนางไว้เสียก่อน
“มีอะไรหรือ?” นางถามด้วยความฉงน
สวีซิ่งอี้ชูเทียนขึ้นสูงเพื่อให้แสงสว่างส่องไปยังจุดหนึ่งบนกำแพง “ไม่รู้ว่านี่คือโชคดีหรือโชคร้ายของพวกเรากันแน่ หลังประตูบานนี้ก็คือ ‘ห้องโถงสุสานห