นะ ไม่ร้อง… นี่ท่านพ่ออย่างไรเล่า ท่านพ่อรักอานิ่งนะ อยากจะเล่นกับอานิ่ง อานิ่งไม่ต้องกลัวนะลูก…” หลี่เยว่หานรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาปลอบโยน
หลังจากปลอบอยู่นาน ในที่สุดอานิ่งก็หยุดร้องไห้ นางซุกหน้าอยู่กับอกของหลี่เยว่หานด้วยดวงตาแดงก่ำ มือเล็ก ๆ คว้าเสื้อของมารดาไว้แน่นพลางซ่อนหน้ามิดชิด
หลี่เยว่หานเห็นเช่นนั้นก็หลุดขำออกมา “เมิ่งฉีฮ่วน ลูกสาวรังเกียจท่านเข้าให้แล้ว!”
“หือ?” เมิ่งฉีฮ่วนได้สติ “เป็นไปได้อย่างไร!”
“เมื่อเช้าที่ประชุมขุนนางคงไปทะเลาะกับใครมาอีกแล้วล่ะสิ?” หลี่เยว่หานปรายตาซ้ายมองเขา “ถึงท่านจะเปลี่ยนชุดแล้ว แต่ท่าทางยังดูดุดันเหมือนยักษ์เหมือนมาร อานิ่งของเราน่ารักน่าทะนุถนอมถึงเพียงนี้ ไม่ตกใจกลัวท่านสิแปลก!”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หันไปถามเฮ่อเจิ้งเทียนโดยสัญชาตญาณ “ข้าดูดุร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เฮ่อเจิ้งเทียนที่จู่ ๆ ถูกเอ่ยชื่อก็สะดุ้งโหยง รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนเลื่อนไปหยุดที่กระบี่ข้างกายของเฮ่อเจิ้งเทียน เขาขมวดคิ้วทันทีพลางโบกมือไล่ “ต้องเป็นกลิ่นอายสังหารจากกระบี่ของเจ้าที่ทำให้อานิ่งตกใจแน่ ๆ ไปเลย ไปไกล ๆ เลย!”
เฮ่อเจิ้งเทียนถูกไล่ออกไปทั้งที่ยังยืนงงอยู่อย่างนั้น
อานิ่งแอบมองลอดออกมาจากอ้อมอกของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนไล่คนออกไป นางก็หลุดหัวเราะเสียงใส คิก คิก ออกมา
เพียงได้เห็นลูกสาวหัวเราะ ใจของเมิ่งฉีฮ่วนก็ละลายกลายเป็นน