้ำ เขารีบฉวยโอกาสตอนที่บรรยากาศกำลังดี พยายามปั้นยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดแล้วยื่นมือออกไปหาอานิ่งอย่างระมัดระวัง “อานิ่งยิ้มแล้ว ให้พ่อกอดหน่อยได้ไหมลูก?”
“ท่านที่เป็นพ่อก็กระไร ลูกชายนั่งมองอยู่นานแล้ว ทำตาละห้อยอยากให้ท่านไปอุ้มบ้าง แต่ท่านกลับทำเป็นมองไม่เห็น” เมื่อเห็นอานิ่งยอมยื่นมือไปหาเมิ่งฉีฮ่วน และพ่อผู้เห่อลูกสาวก็ได้อุ้มสมใจ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิเขาออกมาคำหนึ่ง
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ยื่นมือไปหาอานิ่งน้อย “อานิ่งน้อยเด็กดี มาหาท่านแม่เร็วลูก…”
ทันทีที่ได้ยิน อานิ่งน้อยก็ตาเป็นประกาย เขาสลัดการประคองของแม่นมออก แล้วค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปในอ้อมกอดของหลี่เยว่หานด้วยตัวเอง ทำเอาหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนดีใจกันยกใหญ่
แม้พัฒนาการของอานิ่งจะตามอานิ่งน้อยไม่ทัน แต่อานิ่งน้อยคนนี้เรียนรู้ได้ไวเป็นพิเศษ ทั้งพลิกตัว นั่ง หรือแม้แต่เดิน ก็ทำได้เร็วกว่าเด็กทั่วไป เมื่อวานยังต้องให้แม่นมประคองเดินเซไปมาไม่กี่ก้าว แต่วันนี้กลับสามารถก้าวขาเดินมาหาแม่ได้ด้วยตัวเองแล้ว
หลี่เยว่หานกอดอานิ่งน้อยไว้เต็มอ้อมแขน พ่อแม่ลูกทั้งสี่คนหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข แม้แต่อวี้จวงที่ปกติจะเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้มแย้ม เมื่อได้เห็นภาพที่อบอุ่นเช่นนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มที่มุมปาก
หลังจากอยู่เล่นกับลูก ๆ สักพักและร่วมกินมื้อเที่ยงที่สวนอู๋ถงเสร็จ เด็กทั้งสองก็เริ่มสัปหงกไปตาม ๆ กัน หลี่เยว่หานจึงให