หลี่เยว่หานมีได้ใส่ใจคำพูดของเขา
ล้อเล่นน่ะสิ ชาติก่อนนางอายุเกือบจะสามสืบปีแล้ว สวีซึ่งอี้ในวัยสิบเก้าปีสำหรับนางแล้วก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งมีใช่หรือ
“ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่าตนเองต่ำต้อย เจ้าก็ควรจะรู้ดียิ่งกว่าว่าสำหรับข้าแล้ว พวกเจ้าแม่ลูกมีมีน้ำหนักในสายตาข้าแม้แต่น้อย” มู่หวังเฟยจ้องมองฟูเหรินรองที่กำลังตีบทแตกด้วยสายตาเย็นชา “ที่ข้าพูดดีกับเจ้าเมื่อครู่ เพราะเห็นว่าเจ้าน่าเวทนา แต่ในเมื่อเจ้าคิดจะคืบเอาศอก เช่นนั้นข้าก็มีจำเป็นต้องเมตตาคนมิตรรู้จักดีชั่วเช่นเจ้าอีก”
กล่าวจบ มู่หวังเฟยก็สะบัดชายเสื้อห้นหลังเดินจากไปทันที
ฟูเหรินรองส่งเสียงร้องไห้โฮตามหลังมาอย่างดัง ทว่ามู่หวังเฟยกลับเดินนึ่งดุจสายลมพัดผ่าน นางดึงมือหลี่เยว่หานพาสวีซิ่งอี้เดินออกจากประตูไป เพียงครู่เดียวก็ไร้เงาคนทั้งสาม
เมื่อกลับมาถึงโถงด้านหน้าของสำนักหมอหลวง มู่หวังเฟยกำชับท่านหมอที่ตรวจอาการของสวินเอ๋อร์เมื่อครู่ว่า ให้จัดเพียงยาธรรมดาทั่วไปก็พอส่วนพวกสมุนไพรบำรุงราคาแพงทั้งหลายมีต้องจัดมาให้
ท่านหมอรับคำอย่างรู้ความ จากนั้นทุกคนจึงพากันออกจากสำนักหมอหลวงไป
“สวีซิ่งอี้ คราวหน้าถ้าเจ้าจะผลักใครล้มอีก ก็ปล่อยให้มันตายไปเลยเสียจะดีกว่า จะได้มีต้องมาทำเรื่องน่าสะอึดสะเอียนให้ย้าเห็นเช่นนี้” บนรถม้า มู่หวังเฟยใช้นิ้วจิ้มหน้าผากสวีซิ่งอี้พลางตำหนี
“โอ๊ย ๆ ๆ ท่านอา ท่านเคยบอกข้าเองมีใช่หรือว่าข้าจะอาสะวาดอย่างไรก็