นจะไม่คาดหวังว่าคนอย่างหวังเฟิ่งจะรู้จักใช้สมองใคร่ครวญถึงข้อดีข้อเสียเหมือนคนอื่นเขา แต่นางก็จำเป็นต้องพูดออกมา
“นั่นสิเจ้าคะท่านแม่” หลี่หรงหรงสะอื้นไห้จนตัวโยน “หากท่านไม่อยากกลับไปตระกูลเหมา ข้า พี่สาว และท่านพ่อล้วนยินดีช่วยเหลือ แต่ท่านกับท่านพ่อหย่าขาดจากกันไปแล้ว เป็นท่านที่ไม่รักดีก่อน จะมาโทษว่าท่านพ่อไร้น้ำใจภายหลังไม่ได้นะเจ้าคะ!”
“อีกทั้งวันนี้ท่านยังทำเรื่องให้งามหน้าถึงเพียงนี้ พี่สาวอุตส่าห์ยอมเจรจากับท่านด้วยความสงบก็นับว่าเป็นพระคุณล้นพ้นแล้ว ท่านแม่… ท่านอย่าได้วู่วามเลยนะเจ้าคะ!”
หลี่หรงหรงรู้ดีว่ามารดาของตนมีความโลภบังตาเพียงใด นางจึงเลือกที่จะหยิบยกผลประโยชน์ขึ้นมาพูดตรง ๆ ต่อหน้าทุกคน
หลังจากท่านผู้ว่าการสิงระงับความวุ่นวายของชาวบ้านลงได้ ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบเพื่อเงี่ยหูฟังว่าสองพี่น้องจะจัดการกับหวังเฟิ่งอย่างไร เพราะเรื่องอื้อฉาวระดับนี้คงเอาไปคุยต่อได้เป็นครึ่งปีเลยทีเดียว
หลี่หรงหรงตระหนักดีถึงฐานะของตนในยามนี้ แม้หลี่เยว่หานจะแฉเรื่องที่นางเคยยั่วยวนอดีตพี่เขย แต่ก็ได้โยนความผิดทั้งหมดไปให้หวังเฟิ่งว่าเป็นคนบงการแล้ว ดังนั้นนางจะปล่อยให้หวังเฟิ่งอาละวาดขาดสติจนเสียเรื่องไปมากกว่านี้ไม่ได้! มีเพียงการจี้ใจดำเท่านั้นที่จะทำให้หวังเฟิ่งยอมสยบ!
หลี่หรงหรงสูดลมหายใจ ลูบหน้าท้องตนเองเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลดว่า “ท่านแม่… ตระกูลหลิ่วปฏิบัติกับข้าเป็นอย่าง