ูใหญ่หยวนพูดมาน่ะ มีหลักฐานหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้วพลางกอดอก
“ต้องใช้หลักฐานอะไรอีกเจ้าคะ” หยวนหลิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างขัดใจ “เรื่องนี้ลือกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว!”
“สรุปก็คือ คุณหนูใหญ่หยวนไม่เคยเห็นกับตาว่าหวังเฟยของข้าไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ และไม่เคยได้ยินกับหูจากปากพ่อตาของข้าว่าลูกสาวไม่เลี้ยงดูเขาใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า
“ท่าน… ท่านมันคนพาล!” หยวนหลิงเอ๋อร์โกรธจนลุกขึ้นยืนจากพื้นทันที
ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนพลันดุดัน ฉายแววโทสะออกมาอย่างชัดเจน “ข้าเป็นคนพาล? คุณหนูใหญ่หยวนช่างกล้านัก! พ่อตาของข้ายืนอยู่ที่นี่แท้ ๆ แต่เจ้ากลับไม่แม้แต่จะเข้ามาถามความจริง กลับด่วนสรุปว่าหวังเฟยของข้าไม่กตัญญู การสั่งสอนของจวนอู่กั๋วกงช่างหยาบคายและวู่วามเพียงนี้เชียวหรือ? หรือว่าคุณหนูใหญ่หยวนจงใจจะใส่ร้ายป้ายสีกันแน่?”
“ท่าน…” หยวนหลิงเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะออกหน้าแทนหลี่เยว่หานถึงเพียงนี้ เดิมทีนึกว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำลายชื่อเสียงของหลี่เยว่หาน แต่กลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนตบหน้ากลางที่สาธารณะจนหน้าชา นางโกรธจัดจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ท่านอ๋อง” หวังเฟิ่งรีบฉุดหยวนหลิงเอ๋อร์ให้คุกเข่าลงอีกครั้ง “หลิงเอ๋อร์ยังเด็กนัก ไม่รู้จักกาลเทศะ พูดจาโดยไม่ยั้งคิด เป็นหลิงเอ๋อร์ที่วู่วามไปเอง กลับไปข้าจะอบรมนางให้ดีแน่นอนเจ้าค่ะ”
“หากข้าจำไม่ผิด คุณหนูใหญ่หยวนก็น่าจะอายุไล่เลี่ยกับหวังเ