ฟยของข้านะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางปลายตามองหลี่เยว่หาน ก่อนจะหันกลับมามองหยวนหลิงเอ๋อร์ “สตรีเนี่ย… คงต้องออกเรือนไปก่อนถึงจะรู้จักหนักเบาละมั้ง”
คำพูดนี้แฝงนัยยะซ่อนเร้นจนคนรอบข้างต่างพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะหยวนหลิงเอ๋อร์ที่คิดเตลิดไปไกลจนใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
เมื่อเห็นว่าเรื่องราวท่าจะจบลง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเตรียมจะประกาศเริ่มงานเลี้ยง แต่ หลี่เจี้ยนโบ กลับก้าวออกมาข้างหน้า โค้งคำนับฮ่องเต้แล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ข้าน้อยขอพระราชทานอนุญาตอธิบายข้อสงสัยในใจของคุณหนูใหญ่หยวนสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ เพื่อมิให้คุณหนูใหญ่หยวนต้องเข้าใจผิดในตัวฮั่นหรงฟูเหรินไปมากกว่านี้”
“อนุญาต” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงอยากดูเรื่องสนุกอยู่แล้วจึงทรงตอบรับทันที
“เรื่องเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ” หลี่เจี้ยนโบเอ่ยพลางเดินไปหยุดตรงหน้าหลี่เยว่หาน โค้งคำนับนางอย่างสุภาพ “หากจะพูดไปแล้ว เป็นข้าที่ทำตัวไม่สมกับเป็นพ่อของฮั่นหรงฟูเหรินเอง ตอนที่ฮั่นหรงฟูเหรินแต่งเข้าจวนฉีอ๋องในฐานะสามัญชนนั้น ความจริงแล้วเป็นเพราะตระกูลหลี่ของพวกเรายากจนมาก จึงไม่ต่างอะไรกับการขายนางให้แก่ท่านอ๋อง เมื่อมีความสัมพันธ์แบบซื้อขาย ความผูกพันทางสายเลือดจึงถือว่าขาดสิ้นกันไป”
“เมื่อปีกลายอำเภอหย่งอันเกิดภัยสงคราม ข้าและอดีตภรรยาได้ย้ายตามครอบครัวสามีของลูกสาวคนที่สองไป พอถึงอำเภอฮัวซี ข้าขอยืนกรานจะอยู่ที่นั่นต่อ และกำชับลูกสาวคนที่สองไว้ว่าห้าม