ารกิจการในเรือนมาจากข้าตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเรื่องจุกจิกเล็กน้อยนางย่อมต้องใส่ใจเป็นธรรมดา” หวังเฟิ่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยิ้มตอบ แต่ในใจกลับก่นด่าหลี่เยว่หานไปนับพันรอบ
*อีเด็กชาวไร่! คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นสูงแล้วหรือไร ช่างไม่รู้จักยางอาย!*
“ท่านหวังเฟิ่งกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” หลี่เยว่หานพยักหน้าเห็นพ้อง ก่อนจะดึงมือหยวนหลิงเอ๋อร์มาจับไว้อย่างสนิทสนมพลางตบเบา ๆ “ใครได้คุณหนูใหญ่หยวนไปเป็นภรรยาเอก นับว่าเป็นวาสนาของผู้นั้นโดยแท้”
หยวนหลิงเอ๋อร์ไม่พอใจที่ถูกจับมือ นางพยายามจะดึงมือกลับ แต่ไม่รู้เหตุใดมือของหลี่เยว่หานถึงได้มีเรี่ยวแรงมหาศาลราวกับคีมเหล็ก บีบมือของนางไว้แน่นจนขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ทำได้เพียงฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดออกมา “ฉีหวังเฟยกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
“จะว่าเกินไปได้อย่างไร ข้ากับคุณหนูใหญ่หยวนอย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นญาติกัน ท่านป้าเจ้าคะ ท่านดูสิ วันนี้มีชายหนุ่มผู้มีความสามารถมาร่วมงานมากมาย พวกเรามาช่วยกันดูให้คุณหนูใหญ่หยวนดีหรือไม่?” หลี่เยว่หานโยนคำถามข้ามหัวหวังเฟิ่งไปหาฟางจื่อหลานทันที
“ข้าเห็นด้วยนะ ได้ยินว่าปีนี้เหล่าบัณฑิตหน้าใหม่สามอันดับแรกก็มาร่วมงานด้วย ประเดี๋ยวพวกเราไปช่วยท่านหวังเฟิ่งเลือกกันหน่อยเถอะ ต้องเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมที่สุดเท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับคุณหนูใหญ่แห่งจวนอู่กั๋วกง!” ฟางจื่อหลานรับมุกพลางดึงมืออีกข้างของหยวนหลิงเอ๋อร์ไว้พร้อมรอยยิ้มเมต