งอวิ๋นจะ…”
“ตอนข้าออกจากเมืองหลวง จงเจิ้งเสียนกับจงเจิ้งอวี่กำลังเปิดศึกแย่งชิงอำนาจสั่งการกองทัพห้าแสนนาย แถบชานเมืองกันอย่างดุเดือด ถ้าเราโยนเรื่องเกาะถงเซิงเข้าไปในช่วงนี้ เจ้าคิดว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะยุ่งจนหัวหมุนไหมล่ะ?”
“กองทัพชานเมืองไม่ใช่มีแค่สามแสนเจ้าหรอกหรือ?”
“ก็ภายหลังไปกลืนเอากองทัพส่วนตัวอีกสองแสนของจงเจิ้งเซวียนมาน่ะสิ”
หลี่เยว่หานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เจ้านี่นะ… ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีน้องชายอย่างเจ้า ถือว่าเคราะห์ร้ายจริง ๆ”
“เขาจะเคราะห์ร้ายอะไรล่ะ ถ้าตอนนั้นเขาไม่คิดจะหลอกใช้ข้าเป็นเครื่องมือ ป่านนี้ข้าก็คงยังปลูกผักอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นกับเจ้าแล้ว” เมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้หลิงอวิ๋น แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนมักจะฉายความเด็ดขาดและดุดันออกมาโดยไม่รู้ตัว
เห็นดังนั้น หลี่เยว่หานจึงกุมมือเขาไว้เบา ๆ “ถ้าเจ้าจัดการเรื่องเมืองเทียนซิงอู่เหอเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราค่อยกลับไปปลูกผักกันใหม่นะ!”
เมิ่งฉีฮ่วน “…”
พวกเขาพักอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอมาครึ่งเดือนแล้ว ระหว่างนั้นเมิ่งฉีฮ่วนยุ่งอยู่กับการจัดการกิจการต่างๆ ของเมือง เขาได้สั่งให้จัดเตรียมจวนที่ใหญ่ที่สุดเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำงานชั่วคราว
หลี่เยว่หานร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก บางครั้งนางก็ออกไปเดินตลาดกับถังซีฟาน นางเคยได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนบอกว่าเมืองเทียนซิงอู่เหอเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนกาลเวลาและมิติทับซ้อนกันอย่างวุ่นวาย หลังจากสังเกตอยู่หลายว