ยไหม?”
“ท่าน…” องค์หญิงสิบสามโกรธจนตัวสั่น นางสั่งให้คนคุมตัวฝานเอ๋อร์ที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาขึ้นมาบนกำแพง “ข้าจะฆ่านางเสีย!”
“ฆ่าสิ” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
องค์หญิงสิบสามถึงกับอึ้งไป
นางคิดมาตลอดว่าตนเองกุมจุดอ่อนของเมิ่งฉีฮ่วนไว้ได้ด้วยหว่านอู้เซิงและฝานเอ๋อร์ แม้แต่บรรดาเสด็จพี่และเสด็จแม่ของนางก็คิดเช่นเดียวกัน แม้ที่ผ่านมาเมิ่งฉีฮ่วนจะแสดงความไม่พอใจออกมาบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมอดทนเพื่อหวังเฟยของเขา
แต่ยามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมด
หรือว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่อยากช่วยหวังเฟยของเขาแล้ว?
หรือจะบอกว่า เมิ่งฉีฮ่วนมาที่เหลียวปี้เลี่ยตงครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อช่วยคนตั้งแต่แรก แต่มาเพื่อยึดครองแคว้นเล็ก ๆ แห่งนี้ต่างหาก!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น องค์หญิงสิบสามก็เริ่มหวาดวิตก นางรีบวิ่งลงจากกำแพงวัง องค์หญิงสิบสามในชุดมงคลสีแดงสดที่ประทินโฉมมาอย่างดี บัดนี้ใบหน้ากลับซีดเซียวราวกับภูตผี เมื่อบาเคอร์และโฉวฮองเฮาเห็นสภาพของนาง ก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
“จะทำอย่างไรดี…” องค์หญิงสิบสามที่ยังเยาว์วัยนัก เมื่อเล่าสิ่งที่ตนเองสันนิษฐานให้เสด็จพี่และเสด็จแม่ฟังเสร็จ นางก็เริ่มร้องไห้ออกมา
“อย่ากลัวไปเลย” โฉวฮองเฮายังพอจะตั้งสติได้ นางมองไปยังบาเคอร์แล้วเอ่ยว่า “เจ้าขึ้นไปบนกำแพง เจรจากับท่านอ๋องผู้นั้นเสีย บอกว่าเราจะส่งมอบหว่านอู้เซิงให้ แล้วให้เขาถอนกำลังออกไป!”
“เสด็จแม่” บาเคอร์ซึ่งเด