่กับคนทั่วไปอย่างฝานเอ๋อร์ เมิ่งฉีฮ่วนมักจะเลือกวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดเสมอ
และแน่นอนว่าฝานเอ๋อร์ถึงกับอึ้งจนสติหลุดไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น
เนิ่นนานกว่าที่นางจะยอมพยักหน้ายอมรับ
“ความจริงเจ้าพูดได้ ใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามต่อ
คราวนี้ปฏิกิริยาของฝานเอ๋อร์รวดเร็วขึ้นเล็กน้อย นางพยักหน้าอีกครั้ง
“หว่านอู้เซิงที่องค์หญิงสิบสามอ้างว่าจะใช้เป็นสินเดิม แท้จริงแล้วเป็นของสืบทอดประจำตระกูลของเจ้า ใช่หรือไม่?”
ฝานเอ๋อร์ถูกจี้ถามจนหน้าถอดสี แต่ก็ยังฝืนพยักหน้าตอบ
“ดังนั้น ยามนี้หว่านอู้เซิงจึงไม่ได้อยู่ในมือนาง”
ฝานเอ๋อร์พยักหน้าอีกครั้ง
“ข้าจะปล่อยเจ้าเดี๋ยวนี้ เจ้าพร้อมจะให้ความร่วมมือไหม?”
นางยังคงพยักหน้า
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รอช้า เขาส่งสายตาให้เฮ่อเจิ้งเทียน ลูกน้องคนสนิทรีบเข้าไปดึงผ้าออกจากปากและแก้มัดให้นางอย่างไม่ออมแรงนัก
เมื่อได้รับอิสระ ฝานเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน พลางขยับร่างกายที่ล้าจากการถูกมัด ก่อนจะมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนแล้วเริ่มเอ่ยปากพูดช้า ๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแหบพร่าและฟังดูขัดหูยิ่งนัก “นึกไม่ถึงเลยว่าฉีอ๋องจะช่างสังเกตถึงเพียงนี้”
“คอของเจ้า ถูกองค์หญิงสิบสามวางยาจนเสียเสียงไปสินะ” เฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โพล่งถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายลงเล็กน้อยของฝานเอ๋อร์พลันเคร่งขรึมและเศร้าหมองลงทันที “ใช่ เป็นฝีมือนาง เพื่อจะแย่งชิงหว่านอู้เซิงไป ราชวงศ์เหลี