นมีฐานะสูงส่ง มิได้เป็นเพียงคนธรรมดาที่มาทำหน้าที่ปกป้องพระนัดดาทั้งสองเท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพิ่งจะทรงยอมรับไปเมื่อครู่นี้เอง
“ข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าในตอนนั้นที่ยังเป็นเพียงเด็กตัวน้อย จะมีความคิดที่น่ากลัวถึงเพียงนี้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงทรุดวรกายกลับลงไปประทับบนเก้าอี้ ทรงลืมแม้กระทั่งจะแทนพระองค์ว่า ‘ข้า’ สายตาที่มองเมิ่งฉีฮ่วนเต็มไปด้วยความสับสนมึนงง
“ท่านควรจะดีใจเสียมากกว่าที่กระหม่อมมิได้มีความสนใจในบัลลังก์ใต้ก้นของท่านเลยแม้แต่นิด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างเย็นชา “มิเช่นนั้น เพียงแค่อาศัยเรื่องที่ท่านคอยปกป้องจงเจิ้งเซวียน กระหม่อมก็สามารถช่วงชิงตำแหน่งของท่านมาแทนที่ได้แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงขมวดพระขนง ในที่สุดก็ทรงเอ่ยถามข้อสงสัยที่กดทับอยู่ในพระทัยมาตลอดออกมาว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่ทำเช่นนั้น?”
“ท่านมีความสุขหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถามด้วยคำถามที่ดูไร้ที่มาที่ไป “ครองบัลลังก์ฮ่องเต้มานานหลายปี ผู้คนต่างสรรเสริญในบุญญาธิการของท่าน ทว่าท่านกลับแทบไม่เคยได้ก้าวเท้าออกจากเมืองสี่เหลี่ยมแห่งนี้เลย ข่าวสารทุกอย่างเกี่ยวกับใต้หล้า ท่านล้วนรับรู้ผ่านฎีกาที่เหล่าขุนนางส่งขึ้นมาเท่านั้น
ราษฎรมีความเป็นอยู่เช่นไร นโยบายใหม่ให้คุณแก่ปวงชนจริงหรือไม่ ท่านมิเคยได้เห็นด้วยตาตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนเขาสูงตระหง่านหรือสายน้ำที่เชี่ยวกร