สามแสนนายได้ตามกฎหมาย ทว่าขอเพียงเสด็จพี่ตรัสเพียงประโยคเดียว อำนาจคุมทหารผ่านป้ายอาญาสิทธิ์นี้ย่อมไร้ผล”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็แบมือออก ป้ายอาญาสิทธิ์สีดำขลับในฝ่ามือพลันแหลกละเอียดกลายเป็นผงธุลี
ได้ยินเช่นนั้น ริมฝีปากของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นสั่นระริก คล้ายอยากจะตรัสสิ่งใดแต่ก็ทรงกลืนคำพูดนั้นลงไป ทว่าสีพระพักตร์กลับซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เสด็จพี่มิต้องทรงสงสัย กระหม่อมบอกความจริงแก่เสด็จพี่ได้เลยว่า รองแม่ทัพที่ท่านส่งไปสับเปลี่ยนเหล่านั้น… แท้จริงแล้วก็ยังคงเป็นคนของกระหม่อม” เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็พลันหัวเราะออกมา
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้จักกับเมิ่งฉีฮ่วนมา ที่พระองค์ได้เห็นเมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะอย่างมีความสุขเพียงนี้ ในความทรงจำของพระองค์ เมิ่งฉีฮ่วนมักจะสุขุมคัมภีร์และสำรวมตนอยู่เสมอ
แม้ในยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระองค์เกือบจะแตกหัก หรือแม้แต่ยามที่เขาบีบคั้นพระองค์ในราชสำนัก เขาก็มักจะมีท่าทีสงบนิ่งและไร้อารมณ์ความรู้สึก
ทว่ายามนี้ เมิ่งฉีฮ่วนกลับหัวเราะ…
ไม่รู้เพราะเหตุใด ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่ขมับที่เต้นตุบๆ จนทำให้พระองค์เริ่มทรงรู้สึกว้าวุ่นพระทัยขึ้นมา
“ปัง!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตบโต๊ะเสียงดังสนัน ก่อนจะทรงลุกขึ้นยืนด้วยความกริ้ว นัยน์ตาที่เบิกกว้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย พระองค์จ้องเขม็งไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วตร