งคราม ตัวข้าย่อมไม่มีอำนาจสั่งการ กลับกันคือเจ้า อดีตแม่ทัพม้าเหล็กย่อมน่าจะรู้ดีที่สุดว่ายามนี้เสบียงอยู่ที่ใคร”
“เจ้าจะบอกว่า… อยู่ที่ฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้! หากอยู่ที่ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ถึงปล่อยให้เมืองหลวงขาดแคลนเสบียงเนิ่นนานเพียงนี้ แถมยังบังคับให้เปิ่นหวังมากล่าวขอขมาเจ้าทุกวี่ทุกวัน!”
“ใครจะไปรู้เล่า” หลี่เยว่หานฉีกยิ้ม “ได้ยินว่าสถานการณ์ในราชสำนักยามนี้ร้อนรุ่มดุจกองไฟ ยามที่ชื่อเสียงของฉีอ๋องป่นปี้ อีกฝ่ายย่อมมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาแทน และย่อมได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นเป็นธรรมดา”
กล่าวจบ หลี่เยว่หานก็วางมือลงบนท่อนแขนของหงอวี้แล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่ควรพูดข้าพูดหมดแล้ว สิ่งที่ควรทำข้าก็ทำแล้ว ลูกทั้งสองคนเจ้ารับกลับไปท่ามกลางพยานมากมายเช่นนี้ ก็อย่าได้ขับไล่พวกเขาออกมาอีกเลย แม้ข้าจะตัดใจได้ยากเพียงใด แต่ยามนี้ข้าเองก็เอาตัวไม่รอด ไม่อาจดูแลพวกเขาได้ หวังว่าเจ้าจะดูแลสองพี่น้องให้ดี”
สิ้นคำกล่าว ใบหน้าของหลี่เยว่หานก็ซีดขาวลงไปอีก นางหันหลังเดินกลับเข้าประตูจวนกั๋วกงทันที
ประตูสีแดงชาดค่อย ๆ ปิดสนิทลง ตัดขาดเสียงลมหายใจอันสั่นเครือของผู้คนที่อยู่ภายนอกให้พ้นไป
ทันทีที่บานประตูสบกัน หลี่เยว่หานก็รีบหันกลับมาแนบใบหน้ากับร่องประตู พยายามมองลอดออกไปข้างนอกอย่างห่วงใย
หงอวี้ดึงแขนเสื้อของนางด้วยความสงสาร “ฟูเหริน พวกเรากลับกันเถิดขอรับ ในเมื่อท่าน