ู่นี้กลับไปเด็ดขาด!”
“หึ ข้าเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “หากอยากให้ข้านำเสบียงออกมาก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงฝ่าบาททรงอนุญาตให้อาอี้และอาหนิงได้กลับคืนสู่ตระกูลบรรพชน ข้าย่อมจะนำเสบียงออกมาแน่นอน”
“เพียงเท่านี้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “หากมีเพียงข้อเรียกร้องนี้ เปิ่นหวังรับปากเจ้าได้! วันนี้จงรีบปล่อยเสบียงออกมาเสีย!”
“ในเมื่อรับปากแล้ว ก็อย่าได้คืนคำ” หลี่เยว่หานพลันยกยิ้มที่มุมปาก นางมองดูเด็กทั้งสองถูกคนของเมิ่งฉีฮ่วนรับขึ้นรถม้าไป ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยสืบต่อ “เมื่อครู่ข้าโกหกเจ้า แท้จริงแล้วเสบียงมิได้อยู่ในมือข้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
เมิ่งฉีฮ่วนทำทีเป็นตกใจหน้าถอดสี “เจ้า…”
“ความจริงแล้ว เสบียงที่ข้าทุ่มเงินซื้อมาในตอนนั้น ยามนี้อยู่ในมือใครข้าเองก็สุดรู้” หลี่เยว่หานจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาและใบหน้าที่เย็นชา
“ข้าซื้อเสบียงเหล่านั้นมาเพื่อเตรียมเป็นทุนสงครามให้แก่เหล่านักรบใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพม้าเหล็กในยามนั้น มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าลำพังสตรีตัวคนเดียวอย่างข้า จะมีปัญญาไปกวาดซื้อเสบียงมากมายขนาดนั้นโดยที่ทางการไม่ขัดขวางได้อย่างไร?”
ได้ยินคำนี้ เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับเบิกตากว้าง “เจ้าหมายความว่า เสบียงเหล่านั้น…”
“เสบียงที่ใช้ในกองทัพ ปกติแล้วมีเพียงแม่ทัพใหญ่เท่านั้นที่มีอำนาจจัดการ” หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วนพลางเอ่ยช้า ๆ “ในเมื่อข้าจัดหาเสบียงในนามของทุนส