หลี่?” ขณะที่กวนชิ่งอวิ๋นกำลังพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์อันน้อยนิดระหว่างเขาและหลี่เยว่หาน เมื่อเขาดึงสติกลับมาก็พบว่าหลี่เจี้ยนโบนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระดากอายขึ้นมา
“หรือว่าข้าจะพูดมากเกินไป? แต่มันก็น่าแปลกนัก ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าได้พบท่านอาจารย์หลี่ ข้าก็รู้สึกว่าท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน ราวกับว่าพวกเราเคยพบกันมาก่อนอย่างนั้นแหละ”
เมื่อได้สติ หลี่เจี้ยนโบก็กระแอมไอเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขินที่ตนเองใจลอยไป ก่อนจะเอ่ยถามช้า ๆ ว่า “เหตุใดท่านถึงรู้สึกว่าคำด่าของแม่นางผู้นั้นน่าสนใจนักเล่า?”
“ท่านอาจารย์หลี่ไม่รู้สึกเช่นนั้นหรือ?” กวนชิ่งอวิ๋นมีสีหน้าประหลาดใจ “นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินคนด่าผู้อื่นเช่นนี้ อีกอย่างพวกนักแสดงงิ้วในบ้านเมืองเรานั้น ความจริงแล้วหาเงินได้ไม่ใช่น้อย ข้าต้องใช้เวลานานโขกว่าจะเข้าใจว่านางคงจะเยาะเย้ยพ่อค้าคนนั้นที่ไม่ตั้งใจทำมาค้าขายของตนเอง แต่กลับชอบเอาเวลาไปยุ่งเรื่องของคนอื่น”
“ท่านดูสิ การจะค่อนแคะคนคนหนึ่งยังต้องพูดอ้อมค้อมถึงสิบแปดโค้ง แถมยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามฟังไม่เข้าใจอีก ช่างน่าสนใจยิ่งนักมิใช่หรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี้ยนโบก็เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ภายใต้แสงเทียนที่สั่นไหว ใบหน้าของเขากลับปรากฏแววความตื่นเต้นที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้อย่างเต็มที่ “แม่นางที่ท่านพูดถึง