ท่านแม่จะกลับไปรังควาน”
เมื่อฟังคำของหลี่หรงหรง หลี่เยว่หานก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจลึกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติที่ตรงไหน ทำได้เพียงทอดถอนใจแล้วถามว่า “ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นจวนตระกูลหลิ่วหรือจวนกั๋วกงก็ไม่เหมาะจะตั้งศพ เจ้าจะจัดการงานศพของหลี่ต้าฉิงอย่างไร?”
“ข้าไปเรียนถามท่านพ่อตาและท่านแม่ยายแล้ว พวกท่านอนุญาตให้จัดงานศพที่จวนตระกูลหลิ่วได้ เพียงแต่มีข้อแม้ประการเดียวคือห้ามนำศพเข้าบ้าน” หลี่หรงหรงกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าจึงอยากมาปรึกษาท่านพี่ ว่าจะขอส่งคนไปที่อำเภอฮัวซี เพื่อจัดการเผาศพท่านพ่อให้เรียบร้อยแล้วนำเพียงอัฐิกลับมาประกอบพิธีได้หรือไม่”
หลี่เยว่หานพยักหน้าเห็นด้วย “ก็นับเป็นวิธีที่ดี เจ้าไปจัดการเถิด”
เมื่อได้รับความยินยอมจากพี่สาว หลี่หรงหรงจึงซับน้ำตาแล้วขอตัวลาจากจวนกั๋วกงไป
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่หลี่เยว่หานช่วยส่งเสริมให้นางได้เป็นสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลิ่วกระมัง กิริยาที่เคยร้ายกาจของหลี่หรงหรงมลายสิ้น ยามเผชิญหน้ากับหลี่เยว่หาน นางมักแสดงท่าทีนอบน้อมอ่อนโยนอย่างที่สุด ไม่กล้าทำตัวโอหังวางอำนาจเหมือนในอดีตอีกเลย
ส่วนหลี่เยว่หานเองก็วางตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของหลี่หรงหรงด้วยความใจกว้าง ราวกับว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
ในวันที่ข่าวการตายของหลี่ต้าฉิงแพร่มาถึงเมืองหลวง ข่าวจากไร่นอกเมืองก็ส่งมาถึงเช่นกัน ว่าหวังเหอฮวาได้คลอดบุตรแล้ว เป็นบุตรชาย