างจึงรีบก้าวเข้าบ้านไป แต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นหลี่ต้าเฉิงนั่งพิงหัวเตียงอยู่ แม้จะยังหลับตาแน่นแต่หน้าอกกลับขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ… เขายังมีชีวิตอยู่!
หลี่ต้าเฉิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาที่เขามองหวังเฟิ่งเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
“ยังไม่ตายงั้นหรือ?” หวังเฟิ่งเอ่ยเสียงเย็นชา นางหันไปปิดประตูแล้ววางชามข้าวต้มที่เย็นชืดไว้ข้างหัวเตียง “ข้าเอาข้าวต้มมาให้ รีบกินเสีย วันนี้มีให้กินแค่เพียงมื้อเดียวเท่านั้น”
“เฟิ่งเอ๋ย…” หลี่ต้าเฉิงค่อย ๆ อ้าปาก ราวกับมีบางอย่างอยากจะพูด
แต่หวังเฟิ่งกลับแสดงท่าทางรำคาญใจออกมา “เฟิ่งเอ๋งเฟิ่งเอ๋ออะไรกัน! เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าแทบจะตายเพราะถูกเจ้าฉุดดึงให้ลำบากไปด้วยอยู่แล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ต้าเฉิงก็หลุบตาลงและไม่พูดอะไรอีก เขาหยิบชามข้าวต้มเย็นชืดขึ้นมาดื่มจนหมดเกลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเขายังพอกินได้ หวังเฟิ่งก็รู้ว่าเขายังไม่ตายในเร็ว ๆ นี้แน่ นางจึงตัดสินใจเอ่ยเรื่องหย่าขาดทันที “ยายหลงข้างบ้านเห็นว่าข้าเป็นผู้หญิงใช้ชีวิตลำบากเกินไป เลยจะช่วยไปทาบทามบ้านตระกูลเหมาที่เพิ่งเสียเมียไปให้ข้า หากเจ้ายังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง พอทางนั้นตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าก็จงยอมหย่าขาดกับข้าเสียเถิด”
“หย่าขาดหรือ?” หลี่ต้าเฉิงขมวดคิ้ว “ทำไมต้องหย่าด้วย?”
“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ!” หวังเฟิ่งเท้าสะเอวด้วยความระอา “ตั้งแต่เข้าฤดูหนาวมามีแต่ข้าที่เ