ยยิ้มละไม ดูเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างามราวกับหยกสลัก “พี่เหวินจั่วยังคงมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเหมือนเมื่อก่อนไม่เปลี่ยน”
“เจ้าควรเรียกเปิ่นหวังว่าท่านอาถึงจะถูก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย “คนที่ออกมาจากเกาะถงเซิงได้ จะมีสักกี่คนที่ประสาทสัมผัสไม่เฉียบคม เจ้าพูดเช่นนี้ดูเหมือนกำลังหัวเราะเยาะข้าเสียมากกว่า”
จงเจิ้งเสียนไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาขยับเข้าไปนั่งลงตรงข้ามกับเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเป็นธรรมชาติ เมิ่งฉีฮ่วนหยิบถ้วยชาที่จงเจิ้งอวี่เคยใช้แยกออกมาวางไว้ด้านข้าง แล้วจุ่มลงในอ่างน้ำข้างกายพร้อมกับถาดรอง จากนั้นจึงหยิบถาดรองใบใหม่ขึ้นมาวาง ใช้ที่คีบหยิบถ้วยชาจากน้ำเดือดจัดมาวางลงบนถาด สุดท้ายจึงยกกาน้ำชาขึ้นรินน้ำเดือดล้างถ้วยชาทั้งด้านในและด้านนอกจนทั่ว
“กิริยาการเตรียมน้ำชาของท่านในยามนี้ ช่างแตกต่างจากในอดีตราวกับเป็นคนละคน” จงเจิ้งเสียนมองถ้วยชาที่ถูกน้ำเดือดราดซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลันอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ท่วงท่าของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นเนิบนาบสม่ำเสมอ ทุกหยิบหย่งดูไหลลื่นดุจสายน้ำ สบายตาชวนมองยิ่งนัก “นับจากนี้พวกเราอยู่กันคนละฝ่าย หากข้าไม่ล้างถ้วยชาด้วยน้ำเดือดให้เห็นกับตาถึงสามรอบ เกรงว่าเจ้าคงไม่กล้าดื่มน้ำชาของเปิ่นหวัง”
ได้ยินเช่นนั้น ท่าทีสุภาพบุรุษผู้ถ่อมตัวของจงเจิ้งเสียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ท่านยังชอบล้อเล่นเหมือนเดิม”
“เมื่อก่อนอาจจะล้อเล่น แต่ยามนี้ไม่ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางใช้ช้อ