นตักใบชาใหม่ใส่ลงไป การปลุกชาและรินชาทำได้อย่างต่อเนื่องเพียงชั่วอึดใจ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำชาอบอวลไปทั่วห้องโถงและขจรขจายออกไปไกล
“เหวินจั๋ว” จงเจิ้งเสียนมองน้ำชาตรงหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงคงเดิม “เหตุใดเราไม่มาร่วมกันครองแผ่นดินเล่า?”
“ร่วมกันครองแผ่นดิน?” เมิ่งฉีฮ่วนราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันที่สุด เขาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาต่อหน้าจงเจิ้งเสียน “องค์ชายใหญ่คงจะลืมไปแล้วกระมัง หากจะมีการสืบทอดบัลลังก์ตามลำดับ เปิ่นหวังนี่แหละคือผู้ที่มีสิทธิ์สืบทอดเป็นอันดับหนึ่ง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งของจงเจิ้งเสียนก็เริ่มปรากฏรอยร้าว “หากเป็นเช่นนั้น แล้วสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ในยามนี้คืออะไรกัน?”
“ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เปิ่นหวังกำลังรักษาตัวรอดอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยท่าทางผ่อนคลาย “หรือองค์ชายใหญ่คิดว่าเปิ่นหวังเพียงแค่อยากจะสนับสนุนองค์ชายสามให้ขึ้นสู่ตำแหน่งโอรสสวรรค์เท่านั้น?”
“แต่นั่นไม่เห็นจะจำเป็น…” จงเจิ้งเสียนเริ่มมีท่าทีร้อนรน
“ไม่จำเป็นเรื่องอะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนมองจงเจิ้งเสียนด้วยสายตารู้ทัน “ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวรอด หรือไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับองค์ชายสามวางแผนใหญ่? ในเมื่อองค์ชายใหญ่สามารถใช้ละครฉากนั้นตบตาผู้คนจนรอดพ้นมาได้ แล้วเปิ่นหวังจะมั่นใจได้อย่างไรว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มขององค์ชายใหญ่ในยามนี้ จะไม่มีแผนการร้ายซ่อนอยู่?”
ความสง่างามของจงเจิ้งเสียนถูกเมิ่งฉ