นี้ไป ให้กักบริเวณชายารองจี้อยู่แต่ในห้อง หากไม่มีคำสั่งจากเปิ่นหวาง ห้ามใครปล่อยนางออกมาเด็ดขาด!” กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ทิ้งคำสั่งไว้เพียงเท่านั้นแล้วเดินจากไป
เมื่อมองตามหลังเมิ่งฉีฮ่วน จี้ซินเยว่รู้สึกโล่งใจในคราแรก ทว่าหลังจากนั้นกลับถูกความเศร้าโศกเข้าจู่โจม
“เมิ่งฉีฮ่วน!” นางตะโกนขึ้นมาสุดเสียง “อย่าคิดว่าหย่ากับหลี่เยว่หานแล้วจะปกป้องนางได้! ข้าจะบอกให้! บนเส้นทางแห่งการแย่งชิงอำนาจนั้นอันตรายยิ่งนัก ตราบใดที่นางเคยเป็นคนของท่าน นางก็จะเป็นคนของท่านไปตลอดกาล! ต่อให้พวกท่านหย่าขาดกัน นางก็สลัดมลทินที่เคยเป็นคนของท่านไม่หลุดหรอก!”
สิ้นเสียงนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็สะบัดมือซัดหินก้อนหนึ่งเข้าใส่แก้มของจี้ซินเยว่อย่างแม่นยำ ราวกับถูกตบเข้าอย่างแรงจนจี้ซินเยว่ต้องเงียบเสียงลงเพราะความเจ็บปวด ทว่าดวงตายังคงจับจ้องแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนไม่วางตา
จงเจิ้งอวี่ที่รออยู่ด้านนอกเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างจนปัญญา “ท่านอา จริง ๆ ที่นางพูดก็มีส่วนถูก ยิ่งท่านแสดงออกว่าตัดขาดอย่างไร้เยื่อใยกับฮั่นหรงฟูเหรินมากเท่าไหร่ ในสายตาของผู้ที่มีเจตนาร้าย มันกลับยิ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วงนางมากเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบพลางจ้องเขม็งไปที่จงเจิ้งอวี่ ครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ เอ่ยออกมาว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
วันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงก็พากันซุบซิบนินทากันให้แซ่ดว่า เมื่อคืนนี้ฉี