ยว ก็มีผู้คนพร้อมใจกันกระโดดเข้าร่วมเป็นพรรคพวกของเขาโดยไม่ต้องร้องขอแล้ว
ขอเพียงเมิ่งฉีฮ่วนมีใจปรารถนา การจะบีบให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นสละราชสมบัติให้นั้น คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นายพลซานจี๋ก็เริ่มมีความระแวดระวังมากขึ้น
“นายพลซานจี๋ไม่ต้องคิดมากไปหรอก อย่างไรเสียเมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงเป็นเมิ่งฉีฮ่วน ต่อให้โลกภายนอกจะเรียกข้าว่าจงเจิ้งเหวินจั๋ว แต่ข้าก็ยังเป็นคนเดิม” เมิ่งฉีฮ่วนดูเหมือนจะอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก เขาชงชาใหม่แล้วยกขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
“เจ้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้งั้นหรือ?” อยู่ ๆ ซานจี๋ก็ถามโพล่งออกมา
“แล้วเจ้าล่ะ อยากเป็นฮ่องเต้ไหม?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถามทันควัน
ซานจี๋ถึงกับอึ้งไป
เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นหมายความว่าเมิ่งฉีฮ่วนเองก็ไม่เคยคิดเช่นกันใช่ไหม?
“ขอเพียงเจ้ามีใจปรารถนา ข้ากล้ารับประกันว่าแคว้นเลี่ยหลานจะยอมเป็นกองหนุนให้เจ้าเอง!” ซานจี๋ลดเสียงลงต่ำ
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะเบา ๆ วางถ้วยชาลงแล้วมองซานจี๋ด้วยสายตาล้ำลึก “แคว้นเลี่ยหลานใกล้จะล่มสลายอยู่รอมร่อ จะเอาปัญญาที่ไหนมาเป็นกองหนุนให้ข้า? ดินแดนเล็ก ๆ เพียงแค่นั้น มีแต่จงเจิ้งเซวียนเท่านั้นแหละที่เห็นพวกเจ้าเป็นของล้ำค่า ส่วนเจ้าเองก็ดันหลงเชื่อว่าตัวเองวิเศษวิโสจริง ๆ งั้นรึ?”
คำพูดของเขาทำให้นายพลซานจี๋หน้าเสียจนหาทางลงไม่ได้ ได้แต่แค่นเสียงฮึดฮัด “เจ้าอย่าได้ลำพองไปนัก การที่เจ้าถ