ี่เยว่หานหัวเราะเบา ๆ อย่างเย้าแหย่
เมิ่งฉีฮ่วนบีบแก้มภรรยาอีกครั้ง “พูดเหลวไหล ข้ากับหวังเหอฮวาไม่ได้มีอะไรกันเสียหน่อย หลังจากอยู่อำเภอหย่งอันได้พักหนึ่ง ข้าก็หาที่ปักหลักใหม่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ยังดีที่จงเจิ้งหลิงซีอดนมเร็วมาก หลังจากนั้นข้าก็ค่อย ๆ ป้อนน้ำข้าวเลี้ยงเจ้าจนโตมานั่นแหละ”
“ตอนนั้นจงเจิ้งหลิงซีมักจะตื่นขึ้นมาแผดร้องจ้ากลางดึกบ่อย ๆ จงเจิ้งมู่ชวนเองก็ยังเด็ก นึกว่าน้องสาวป่วยหนัก มักจะร้องไห้ถามข้าเสมอว่าน้องสาวจะตายไหม ช่างเป็นเจ้าเด็กบื้อจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนเล่าไปพลาง รอยยิ้มที่มุมปากก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
“พอหลังจากจงเจิ้งหลิงซีอายุได้ขวบหนึ่งก็ดีขึ้นมาก เจ้าเป็นเด็กฉลาดเรียนรู้ไว แถมยังเติบโตมาในชนบท นอกจากพิษที่ติดตัวมาแต่เกิดแล้ว เจ้าก็แทบจะไม่เจ็บป่วยเลย
จงเจิ้งมู่ชวนมักจะพาน้องสาววิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้าน เจ้าเห็นใครก็ยิ้มแย้มร่าเริงไปหมด เดินก็เป็นไว ใคร ๆ ต่างก็ชมว่าแม่หนูน้อยคนนี้ฉลาดเฉลียวเหลือเกิน”
ในขณะที่คุยกันนั้น หลี่เยว่หานให้นมเสร็จพอดี นางกำลังอุ้มอานิ่งพาดบ่าเพื่อตบหลังให้เรอ เมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนพร่ำพรรณนาถึงจงเจิ้งหลิงซีไม่หยุด นางก็หลุดขำออกมา “ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ใครกันนะ ที่บอกข้าอย่างไม่แยแสว่าส่งตัวสองพี่น้องจงเจิ้งมู่ชวนกับจงเจิ้งหลิงซีเข้าวังไปแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ ดูเหมือนจะมีคนอาลัยอาวรณ์เต็มเปี่ยมเลยนะเนี่ย!”
เมิ่งฉีฮ่วนรับตัวอานิ่งมาจากมือของหล