ทำไมหานหรงฟูเหรินที่มาจากชนบท ถึงได้มีกิริยาท่าทางสง่างามไม่แพ้คุณหนูในตระกูลใหญ่เลย ข้าจินตนาการภาพนางลงไปทำนาไม่ออกจริง ๆ!”
เมิ่งฉีฮ่วนนึกย้อนไปถึงวันวานที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นแล้วหลุดยิ้มออกมา “นางชอบเพาะปลูกมาก ตอนพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขา มีสวนหลังบ้านอยู่ผืนหนึ่ง นางก็ขึ้นเขาไปขุดเอาต้นพริกป่ามาปลูกจนเต็มสวน…
อย่าเห็นว่าตอนนี้กิริยาท่าทางนางจะเปี่ยมด้วยมารยาทนะ ตอนอยู่บ้านป่า เวลาด่าคนนางสามารถด่าได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าจนอีกฝ่ายร้องไห้โฮเลยล่ะ เรียกได้ว่าเป็นขาใหญ่ประจำหมู่บ้านเลยทีเดียว…”
ยามเอ่ยถึงวันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับหลี่เยว่หานที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น มุมปากของเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่อาจหุบยิ้มได้เลย กลิ่นอายของเสนาบดีกรมกลาโหมและแม่ทัพม้าเหล็กจางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงน้ำเสียงอบอุ่นละมุนละไมที่ทำให้จงเจิ้งอวี่นึกเลื่อมใสอยู่ลึก ๆ
กว่าทั้งสองจะแยกย้ายกันก็เลยเวลาเที่ยงวันมาแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนนำตัวซานจี๋ขึ้นรถม้าของตน ก่อนจะกล่าวลาจงเจิ้งอวี่แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
เมื่อถึงหน้าจวน เมิ่งฉีฮ่วนลงจากรถม้า มองดูป้ายชื่อจวนที่เปลี่ยนจาก ‘บ้านตระกูลเมิ่ง’ เป็น ‘จวนขุนพล’ แล้วก็เผลอยิ้มออกมา แม่นางตัวน้อยของเขาช่างชาญฉลาดนัก ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากนางก็เข้าใจทุกอย่าง
หลังจากคุมตัวซานจี๋เข้าไปในจวน จัดแจงให้พักในเรือนรับรองและสั่งทหารองครักษ์ล้อมรอบไว้แน่นหนาแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบมุ่งหน้