โอรสแท้ ๆ ของฮ่องเต้”
ประโยคสุดท้ายที่เขากล่าวออกมานั้นช่างตรงไปตรงมาจนฟางจื่อหลานเข้าใจเจตนาของเมิ่งฉีฮ่วนได้ในทันที
จริงแท้แน่นอน ต่อให้จงเจิ้งเซวียนจะกระทำความผิดร้ายแรงเพียงใด เขาก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น การที่เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งเป็นคนนอก กลับเป็นผู้เปิดโปงความชั่วช้าของพระโอรสจนสิ้นไส้พุง ต่อให้ฮ่องเต้จะผิดหวังในตัวพระโอรสเพียงใด แต่ลึก ๆ แล้วย่อมรู้สึกเสียพระพักตร์มิน้อย
หากมิคิดบัญชีกับเมิ่งฉีฮ่วนโดยตรง ก็คงมิยอมปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญาจะเป็นขุนนางขั้นหนึ่งชั้นรอง ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนมิได้มีเพียงตำแหน่งขุนนางฝ่ายพลเรือน เขายังเป็นแม่ทัพม้าเหล็กผู้กุมอำนาจทหารไว้ในมือ มิมผู้ใดในราชสำนักมิหวั่นเกรงเขา มิพักต้องเอ่ยถึงว่าในครานี้เขากลับมาพร้อมกับความดีความชอบล้นพ้นจากการศึก
หากมีการปูนบำเหน็จรางวัลเพิ่มขึ้นอีก เมิ่งฉีฮ่วนย่อมจะกลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจเหนือผู้ใดจนเป็นที่ระแวงระวังของประมุขแผ่นดิน
เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว การสละตำแหน่งลาออกจากราชการและเร้นกายไปจากเมืองหลวงในยามนี้ ย่อมถือเป็นหนทางที่ดียิ่ง
ทว่าฟางจื่อหลานยังคงรู้สึกอาลัยรักในตัวหลี่เยว่หาน “จะรออีกสักหน่อยมิได้เชียวหรือ อย่างน้อยรอให้เยว่หานพ้นกำหนดอยู่ไฟเสียก่อนแล้วค่อยจากไปก็ยังมิสาย”
“คำนวณจากระยะเวลาแล้ว อีกราวสิบวันขบวนรถม้าที่คุมตัวจงเจิ้งเซวีย