นจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง หากรอจนถึงยามนั้นย่อมสายเกินการณ์ไปเสียแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เราจำเป็นต้องออกเดินทางจากเมืองหลวงก่อนที่จงเจิ้งเซวียนจะมาถึงอย่างน้อยห้าวัน”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้น ฟางจื่อหลานก็ทอดถอนใจยาวและมิได้เอ่ยทัดทานสิ่งใดอีก
จวนซิงกั๋วกงผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนานหลายปี เหตุผลอันเรียบง่ายเพียงเท่านี้มีหรือที่ฟางจื่อหลานจะมิเข้าใจ นางมิอาจเห็นแก่ความรู้สึกส่วนตัวจนฉุดรั้งให้เมิ่งฉีฮ่วนต้องตกอยู่ในอันตรายที่เมืองหลวงแห่งนี้ เพราะนางทราบดีว่านั่นมิใช่ผลดีต่อผู้ใดเลย
เนื่องจากเมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจจะออกเดินทางแล้ว ในช่วงสองสามวันนี้ฟางจื่อหลานจึงมิได้กลับไปยังจวนกั๋วกง
ในระหว่างนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นส่งราชโองการมาเพื่อแต่งตั้งเมิ่งฉีฮ่วนเป็นแม่ทัพปกปักแผ่นดิน ขุนนางขั้นหนึ่งชั้นเอก ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับปฏิเสธมิยอมรับราชโองการ ชั่วพริบตาเดียวเรื่องนี้ก็กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้อฉาว
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนกลับถึงเมืองหลวงได้เพียงสองวัน จี้ซินเยว่ก็ได้ล่วงรู้ข่าวคราวนี้
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง จี้ซินเยว่ยังทราบข่าวว่าหลี่เยว่หานคลอดบุตรแล้ว อีกทั้งสถานการณ์ยังคับขันยิ่งนัก นางต้องเผชิญกับอาการตกเลือดอย่างรุนแรงจนเกือบจะเอาชีวิตมิรอด
“จี้ซินเยว่ลอบยินดีในใจอยู่นานวัน พร้อมทั้งแช่งชักหักกระดูกขอให้หลี่เยว่หานสิ้นใจไ