ปเสียเร็ว ๆ
ทว่าเมื่อได้ยินข่าวว่าเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธราชโองการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพปกปักแผ่นดิน จี้ซินเยว่ก็มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป
แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสในตระกูลเฉินจะออกคำสั่งเตือนมิให้จี้ซินเยว่ไปมาหาสู่กับจวนขุนพลอีก แต่จี้ซินเยว่หาใช่สตรีที่จะยอมศิโรราบโดยง่าย ในความคิดของนาง นางได้อุทิศวัยเยาว์และแรงกายแรงใจให้แก่ตระกูลเฉินมามากพอแล้ว ตระกูลเฉินย่อมต้องปรนนิบัตินางให้ดีที่สุดเป็นการตอบแทน
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาถึงเมืองหลวงและมาตรการอารักขาที่เข้มงวดถูกยกเลิกไป จี้ซินเยว่ก็มิสนคำทัดทานของผู้อาวุโสตระกูลเฉิน นางยืนกรานจะรับตัวมารดาที่เหลือลมหายใจเพียงครึ่งเดียวกลับมาคอยดูแลปรนนิบัติอย่างดีภายในจวนเฉิน
ยามนี้เมื่อทราบว่าเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธราชโองการ นางก็ร้อนรุ่มใจจนนั่งมิติด ครั้นท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว นางก็รีบสวมเสื้อคลุมตัวยาวเพื่อพรางกายและเร่งรัดออกจากจวน มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เมิ่งในทันที
ในขณะนั้นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังป้อนอาหารให้หลี่เยว่หานอยู่ เฮ่อเจิ้งเทียนก็เข้ามารายงานว่ามีผู้มาขอพบ เมื่อถามว่าเป็นผู้ใด เฮ่อเจิ้งเทียนก็ตอบว่ามิทราบหน้าค่าตา เมิ่งฉีฮ่วนเดิมทีมิคิดจะออกไปพบ ทว่าหลี่เยว่หานกลับเกลี้ยกล่อมให้เขาไปดูเสียหน่อย เผื่อว่าจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
เมิ่งฉีฮ่วนจึงจำใจวางถ้วยและตะเกียบลงอย่างมิต็มใจนัก แล้วสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนนำทางแขกไปยังห้องโถงรับรอง ส่วนตนเองจะตามไปในภายหลัง